แนวทางต่อสู้เมื่อเป็นหนี้
ขั้นที่
1
แนวทางปฏิบัติว่าควรต้องจ่ายต่อไป หรือ หยุดหนี้ (เนื่องจากจ่ายไม่ได้แล้ว)
การเตรียมตัวในอันดับแรก คือ
1. ก่อนอื่นต้องหยุดสร้างหนี้เพิ่มเด็ดขาด
ประเภทกดบัตรนั้นมาจ่ายบัตรนี้ กู้ที่นั่นมาจ่ายที่นี่
โดยเฉพาะพวกหนี้นอกระบบห้ามเข้าไปข้องเกี่ยวเด็ดขาด
2. ทำบัญชีรับ-จ่าย
เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่าคุณมีความสามารถชำระหนี้ในแต่ละเดือนเท่าไหร่
3. ทำบัญชีหนี้สิน แยกประเภท
(บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคล/เช่าซื้อ/นอกระบบ) มูลหนี้ที่เหลืออยู่
ภาระขั้นต่ำที่ต้องชำระเพื่อที่จะทราบภาระหนี้สินทั้งหมด
4. การแก้ไขปัญหาหนี้ที่ดีที่สุดคือ
การใช้เงินสดคงเหลือของตัวคุณเองในการแก้ปัญหาหนี้ โดยห้ามสร้างหนี้เพิ่มเด็ดขาด
การเตรียมตัวในอันดับต่อมา คือ5.
หากเงินสดที่เหลือสำหรับชำระหนี้ในแต่ละเดือน เหลือน้อยกว่า
ภาระขั้นต่ำที่ต้องชำระในแต่ละเดือน เช่น หนี้มากกว่าความสามารถชำระ 20, 30,
40, 50,
, 100 เท่า!!!!! ก็ต้องใช้วิธีหยุดจ่ายทั้งหมด
ในการแก้ปัญหา
6. การหยุดจ่ายหนี้ในระบบ มีหนี้บางตัวที่คุณหยุดจ่ายไม่ได้ คือ
หนี้ที่เจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงินเดียวกับแบงค์ที่เงินเดือนคุณเข้า
เนื่องจะเสี่ยงต่อการโดนยึดเงิน
7. เมื่อหยุดชำระหนี้ในระบบแล้ว
พยายามเก็บเงินก้อนเพื่อต่อรองขอส่วนลดปิดบัญชี (hair cut)
ทยอยปิดทีละตัว หลัการคือใช้เงินที่เก็บได้ให้คุ้มค่าที่สุด รายไหนลดมากสุด
และพอกับเงินที่ได้ให้ปิดไปก่อน
8. หลังจากต้องหยุดจ่าย
ให้ทำรายละเอียดบอกคนรอบข้างให้รับทราบทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน (ที่คาดว่าต้องทราบแน่นอนถึงเราไม่บอกเดี๋ยวก็รู้เพราะคนทวงหนี้จะบอก)
ให้ทราบจากปากเราเองดีกว่าให้ทราบจากพวกทวงหนี้ และห้ามบอกแบบลอยๆ
ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครเชื่อคุณแน่นอน
9. พยายามทำความเข้าใจกับกระทู้ต่างๆ เยอะๆ
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากพวกทวงหนี้ แล้วก็ Copy
ไปอ่านที่บ้าน
ขั้นที่
2
แนวทางรับมือเร่งด่วน (1- 15
วันแรกของการหยุดจ่าย) แล้วจะโดนกระหน่ำโทรหาที่ Office
คิดว่ามีเพื่อนๆ หลายท่านคงพอเข้าใจกระบวนการ แต่เอาเข้าจริงๆ
อาจจะเลวร้ายมากกว่าที่คิดไว้ อาจถึงขั้นท้อแท้ ทนไม่ไหว แล้วต้องลาออก
ผมจึงสรุปทางออกที่ น่าจะเป็นหัวใจของการแก้ไขไว้ดังนี้
1. ให้เตรียมตัวแจ้งหัวหน้า แต่เนิ่นๆๆๆ
เพราะมันจะเสียเวลาแน่นอนที่คนทวงหนี้โทรมา
ทางแก้ไข ให้บอก หรือ ทำเป็นลายลักษณ์อักษร แก่หัวหน้างานว่า
1.1 เราจะขอทำงานชดเชยเวลาที่ต้อเสียไปในการรับโทรศัพท์ทวงหนี้
ช่วง 1-2 เดือนแรก..รวมวันละ......xxx
ชั่วโมง....
โดยจะขอมาทำงานก่อนเวลา xxx
ชั่วโมง....หรือ ชดเชยหลังเวลางาน xxx ชั่วโมง...เป็นต้น
1.2 เรายืนยันว่าจะตั้งใจทำงาน..ไม่ให้งานเสีย..เป็นต้น
2 เตรียมตัวบอกเพื่อนร่วมงาน ที่คาดว่าจะต้องรู้
เป็นเพียงการบอกด้วยวาจาก็พอว่าช่วง 1-2
เดือนนี้อาจจะมีคนโทรมาทวงหนี้ ก็ขอให้เข้าใจนิดนึง..เป็นต้น
3 ควรมีเงินติดตัวตลอดเวลา น้อยมาก ไม่เป็นไร
(ถึงติดหนี้แต่ก็มีเงิน) เงินมาจากไหน ก็มาจากที่คุณหยุดจ่าย แล้วเก็บไว้
เพื่อลดแรงกดดัน ช่วงที่คุณโดนตามทวงหนี้
อาจจะมีเพื่อนร่วมงานกลัวคุณยืมเงินเป็นต้น
ให้แสดงว่าตนเองมีเงินนะ
แต่ที่ต้องทำแบบนี้...เพราะเจรจาปิดบัญชีไม่ลงตัว..หรือ
ไม่อยากแบกภาระเรื่องดอกเบี้ย..เป็นต้น...
คติที่ควรท่องไว้คือ...เราไม่ได้เบี้ยวใคร..แต่ต้องการเวลาเก็บเงินก้อน..เพื่อปิดบัญชีทีเดียว..เท่านั้น
ใครจะนินทาอย่างไรไม่ต้องสนใจ...ขอให้ผ่านช่วง 1-2
เดือนให้ได้ แล้วทุกๆ อย่างจะดีขึ้นเอง
4
เทคนิคการโต้ตอบก็จำเป็น
ต้องหาเทคนิคเชิงรุกบ้าง..อย่าให้โดนรุกไล่ฝ่ายเดียว
ต้องหาเทคนิคเจรจาให้จบในครั้งเดียว. ไม่ใช่คุยวันละหลายรอบ
ต้องหาเทคนิคโต้ตอบแบบ ยืดเวลาโดนทวงถาม ให้ได้..เช่น อีก 2
เดือนจะจ่าย..ครบ 2 เดือน
ค่อยยืดไปอีกที...แล้วแต่ถานการณ์
ต้องหาเทคนิคตอบโต้เชิงกฎหมายให้ได้
ขั้นที่
3
แนวทางรับมือการโดนทวงหนี้แบบภาพรวม
1 ตั้งสติ มันไม่ได้น่ากลัวมากอย่างที่คุณคิด หรือฟังมา
การทวงมันมีขอบเขตของมัน รู้ไหมจริงๆการทวง เจ้าหนี้มีสิทธิ์แค่โทรมาทวงถามเท่านั้น
แต่ไมมีสิทธิ์มาทำอะไรนอกเหนือจากนั้นได้...เช่น มาขู่กรรโชก มาประจาน มาแกล้ง
มากวนประสาท มาหมิ่นประมาท มาด่าทอเรา ด่าทอพ่อแม่ มาเหยียดหยัน
อันนี้ผิดกฎหมายอาญา
หรืออะไรก็ตามที่คุณเคยฟังมาว่าการโดนทวงหนี้โหด
ผมบอกเลยว่าจริงๆเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ทำได้ และตอนนี้ปัญหาเรื่องการทวงหนี้โหดแบงค์ชาติได้รับรู้มากขึ้น
จนแบงค์เอกชนต่างๆ เริ่มมีการควบคุมการทวงหนี้ผิดกฎหมายจากสำนักกฎหมายต่าง
โดยถ้าพบว่า ทำผิดถึงขั้นเลิกจ้างงานกันเลย อย่าวิตกจนเสียกำลังใจนะครับ
2 คุณต้องเร่งทำความเข้าใจเรื่องขอบเขตการทวงหนี้โดยด่วน
อ่านแล้วจดไปสัก 2-3 วัน เอาไปท่อง
เอาไปซ้อมว่าจะคุยกับมันอย่างไร...เพราะถึงเวลาจริงๆๆคุณจะได้มั่นใจ..
3 หลังศึกษาจนเข้าใจแล้วว่า
หนี้สินมันเป็นอย่างไร..ก็ให้ค่อยๆๆบอกคนใกล้ตัว เช่นที่ทำงาน พ่อ
แม่..ให้เขารับทราบ ก่อนที่จะรู้จากปากคนทวงหนี้
โดยบอกรายละเอียดขั้นตอนให้หมด.ห้ามไปบอกลอยๆ ต้องมีข้อมูลน่าเชื่อถือ เพราะพ่อ
แม่จะกลัวเพราะเขาไม่เข้าใจกระบวนการทางกฎหมายนั่นเอง แต่ถ้าคุณอธิบายจนเข้าใจแล้ว
อะไรๆจะดีขึ้นมาแน่นอน
อีกทั้งการที่คุณบอก..มันจะเหมือนว่าคุณได้ปลดปล่อยพันธนาการจิตใจออกไปด้วยนะครับ..
ไม่งั้นความเครียดในใจคุณจะมีแบบนี้ต่อไปตลอด เท่าที่คุณต้องปิดบัง
ตัวอย่างกระทู้
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9408
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=1745
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=1007
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=1050
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=1189
4
อาวุธป้องกันอย่างดีก็คือเรื่องการร้องเรียนธนาคารแห่งประเทศไทย..ซึ่งพวกทวงหนี้เหล่านี้จะกลัว
เพราะมันถึงขั้นโดนเลิกจ้างจากแบงค์ หรือปิดบริษัทกันเลย.
ตัวอย่างกระทู้
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=8310
http://www.consumerthai.org/compliant%5Fboard1/view.php?id=6016
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9280
ขั้นที่
4
แนวทางรับมือการโดนทวงหนี้โหดช่วง 1-2
เดือนแรก - ขอบเขตระหว่างลูกหนี้ & เจ้าหนี้
1.
ต้องทำยังไงให้จิตใจเข้มแข็งไม่มีอะไรยากหากเราคิดจะทำทลายกำแพงความกลัวในจิตใจลงเสียก่อนเอาง่ายๆ
แค่คุณรู้ว่า ที่คนทวงหนี้โทรมาขู่คุณน่ะ จริงๆมันก็กลัวติดคุกเป็นเหมือนกัน
และขอให้คุณแม่นในเรื่องของสิทธิของลูกหนี้และขอบเขตการทวงก็พอแล้ว
เพราะส่วนใหญ่เป็นการขู่ เช่น จะส่งคนมาหาที่บ้าน จะทำอย่างนั้น อย่างนี้
เอาเข้าจริงๆ ส่วนใหญ่ไม่เห็นมีมา ถึงมาก็แค่มาแบบธรรมดา
หรือเป็นคนส่งเอกสารเท่านั้น เป็นต้น
2. จำเอาไว้ให้ดีๆ บ้านหรือที่ทำงานของคุณเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ใครจะรุกล้ำเข้าไปมิได้หากคุณไม่อนุญาต
3. ใครบอกคุณว่าจะส่งคนไปหาที่บ้าน,
ที่ทำงานก็ปล่อยให้ไปแต่ไม่ต้องให้พบ แต่ถ้าดึงดันเข้าไปจนได้
แจ้งตำรวจจับข้อหาบุกรุก
4.
หรือคุณอนุญาตให้เข้าพบแต่ดันพูดจาสุนัขไม่รับประทานออกแนวข่มขู่,
ปะนามหยามเหยียดคุณก้าวร้าว เสียดสี เยาะเย้ยถากถาง
แจ้งความข้อหาขู่กรรโชกทำให้ตกใจกลัวดูหมิ่นซึ่งหน้า
5. ใครโทรหาแจ้งว่าจะอายัดเงินเดือน
จะยึดทรัพย์จะเอาตำรวจมาจับหรือจะมาจับเลย
แจ้งตำรวจข้อหาล่วงละเมิดอำนาจศาลแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานแล้วก็ข่มขู่ทำให้ตกใจกลัว
6. ใครโทรมาหาวันละหลายๆรอบ พูดไม่รู้เรื่อง
โทรมาหาหลายๆๆคนในที่ทำงาน เพื่อประจานให้อับอาย
ทำหนังสือร้องเรียนถึงแบงค์ชาติ แบงค์เจ้าของบัตร
จะมีจดหมายตอบกลับมาจากแบงค์ชาติภายใน 7 วัน และแบงค์ชาติจะไปไล่เบี้ยกับแบงค์ที่จ้างมาทวงหนี้ต่อไป
ตัวอย่างกระทู้
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=8310
http://www.consumerthai.org/compliant%5Fboard1/view.php?id=6016
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9280หรือรวบรวมตามกระทู้ปักหมุด
ด้านบนครับ
7. แจ้งความแล้วทำไงต่อ
ให้เอาสำเนาบันทึกประจำวันหรือใบแจ้งความที่ตำรวจให้คุณมาไปถ่ายเอกสาร
แล้วทำหนังสือร้องเรียนขึ้น 1
ฉบับเล่าเรื่องราวที่คุณถูกกระทำ
ถูกข่มขู่ให้ละเอียดจั่วหัวถึงสถาบันการเงินที่คุณเป็นหนี้อยู่ที่ไอ้หมาล่าเนื้อตัวนั้นมันบอกว่ามันทวงหนี้ให้แล้วลงท้ายจดหมายด้านล่างสุดว่าสำเนาส่ง
1.สำนักนายกรัฐมนตรี
2.ธนาคารแห่งประเทศไทย
3.สภาทนายความ
4.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
แล้วส่งจดหมายร้องเรียนนั้นพร้อมสำเนาใบแจ้งความไปที่สถาบันการเงินที่คุณเป็นหนี้อยู่สนง.กม.ที่หมาล่าเนื้อตัวนั้นสังกัดอยู่และสี่ที่ๆ
ลงท้ายไว้ในจดหมายร้องเรียน
เพื่อป้องปรามไม่ให้เราถูกล้ำเส้นคุณมากไปกว่านี้
8.
การถูกทวงหนี้แบบโหด-เลว-ชั่วที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 323 ผู้ใดล่วงรู้ความลับของผู้อื่น
แล้วเปิดเผยความลับนั้น โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก้ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องจำคุก ไม่เกิน
6 เดือน ปรับ 1
พันหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 326
ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยทำให้เสียชื่อเสีย ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง
ผู้นั้นผิดฐานหมิ่นประมาท จำคุก 1 ปี ปรับ 2หมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 328 ถ้าหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
กระจายเสียงทุกชนิด บันทึกเป็นอักษร จำคุก 2 ปี ปรับ
2แสนบาท
มาตรา 337 บัญญัติว่า
ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ ยอมให้ หรือ
ยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย
หรือโดยขู่เข็ญว่า จะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ
ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือ ของบุคคลที่สาม
จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำผิดฐานกรรโชก มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
1. ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ
หรือผู้อื่น ให้ได้รับอันตรายสาหัส
หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ
2. มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ
ผู้กระทำต้องมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี
และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ....www.kodmhai.com
9. จากหลักกฎหมายข้างต้น นักทวงหนี้ที่ใช้พฤติกรรมตัวอย่างเช่น
เขียนจดหมายข่มขู่ด้วยวาจาหยาบคายหรือเป็นเท็จ ทำร้ายร่างกาย ด่าทอ กักขัง
ทำการรบกวนชีวิตประจำวัน เป็นต้น
หากกระทำต่อลูกหนี้หรือสมาชิกในครอบครัว เพื่อน
บรรดาผู้ถูกทวงหนี้มีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านั้นได้ทันที
ถ้ามีการทำร้ายบาดเจ็บหรือกักขังหน่วงเหนี่ยว
พวกเขาต้องรับโทษอาญาฐานทำร้ายร่างกายหรือทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพอีกคดี หนึ่งด้วย
ส่วนการส่งคำเตือนเรื่องหนี้ด้วยวิธีก้าวร้าวหรือจงใจประจานทำให้เสื่อมเสีย
ชื่อเสียงด้วยวิธีใดๆ อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทก็ได้
กฎหมายคุ้มครองผู้สุจริตเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้
ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงด้วยคือ จิตสำนึกที่ดีของทั้งสองฝ่าย
ยามเดือดร้อนขัดสนทางการเงิน ลูกหนี้ได้เงินมาผ่อนคลายปัญหาแล้ว
จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อหนี้ คือ พยายามผ่อนใช้หนี้เต็มที่และสุจริตใจ
ส่วนเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิในการรับชำระหนี้คืน แต่ควรทำตามขั้นตอนของกฎหมาย
มิใช่ทำละเมิดกฎหมายจนนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง
เจ้าหนี้บางท่านคิดว่าให้นักทวงหนี้ไปจัดการแทนตนแล้วจักไม่มีโทษใดๆ
อันเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะหากมีการสอบสวนเต็มที่แล้ว
เจ้าหนี้อาจต้องรับโทษฐานเป็นตัวการหรือผู้ใช้จ้างวานก็ได้
ดังนั้น
เจ้าหนี้และนักทวงหนี้ทั้งหลายต้องใช้สติก่อนทำงานและตระหนักใจด้วยว่า
การมีหนี้ต้องชดใช้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงได้รับความคุ้มครองเต็มที่
ส่วนลูกหนี้ต้องชดใช้หนี้สินที่ก่อขึ้น
แต่ก็มีสิทธิปกป้องตัวเองในระดับหนึ่งซึ่งเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจล่วงละเมิด
สิทธิซึ่งกฎหมายคุ้มครองร่างกายและจิตใจของคนไทยทุกคนไว้โดยไม่จำกัดสถานะ
ว่าเป็นลูกหนี้หรือเจ้าหนี้
เมื่อลูกหนี้ไม่ยอมชดใช้หนี้เจ้าหนี้
ย่อมต้องรับโทษตามคำพิพากษาของศาลทางแพ่ง เท่านั้น
กฎหมายจักดูแลและคุ้มครองเจ้าหนี้ผู้สุจริตเต็มที่
การรู้จักความพอเพียงและเคารพกฎหมาย
ย่อมทำให้เป็นเจ้าหนี้ที่น่าสรรเสริญและเป็นที่นับถือแก่คนรอบกาย
อันถือเป็นการสร้างบารมีอย่างหนึ่งให้ตัวเองด้วย ดังนั้น
เมื่อทราบสิทธิของลูกหนี้และเจ้าหนี้แล้ว
จึงหวังว่าท่านจักกระทำทุกอย่างภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย
10. การทวงหนี้มีหลายรูปแบบ
- เจ้าหนี้ทวงหนี้เอง โดย สถาบันการเงิน
- จ้างบุคคลภายนอก/ สนง.กฎหมาย(ทนายความ)/สนง.ติดตามหนี้อย่างเดียว
- การข่มขู่จะฟ้อง
- นักเลง
- การใช้คำพูดหยาบคาย
- การเป็นหนี้ ผิดนัด 1-2 งวด
จะให้พนักงานเป็นคนทวง โดยการโทรเข้ามือถือ, บ้าน,
ที่ทำงาน การพูดจะสุภาพ ไม่ค่อยข่มขู่ แต่จะผลักดันให้ใช้หนี้ เช่น
ถามว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ ถ้าไม่จ่ายจะถูกตัดวงเงิน และยกเลิกบัตร
เพื่อให้ลูกหนี้เป็นห่วงเรื่องการยกเลิกบัตร ก็จะรีบพยายามหาเงินมาชำระหนี้
หลังจากครบ 3 เดือนยังไม่ชำระหนี้
ก็จะส่งฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายหนี้เสีย และส่วนใหญ่จะใช้คนข้างใน และข้างนอก
สนง.ทวงหนี้ข้างนอกยังไม่ได้ค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้
แต่ะจะมีการตกลงระหว่าง bank เช่น ขาดส่ง 3-6
เดือน, 1-2 ปี ,
ขาดอายุความ, คำพิพากษา การทวงหนี้จะแตกต่างกัน ถ้าเกิน
6 เดือนจะพูดกันแบบหนัก แบบถ่อย ๆ และเถื่อน
- การเขียนจดหมายข่มขู่ อนุมัติฟ้องภายใน 24
ชม. ภายใน 48 ชม.
มันเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง และในทางปฏิบัติและมีการประทับตราสีแดง อนุมัติฟ้อง
และเขียนชื่อลูกหนี้ การกระทำแบบนี้ 1.
เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ประจาน และอับอาย สวนมากใช้ไปรษณียบัตร,
พับกระดาษต่อเนื่อง มีชื่อ สนง. ชัดเจน มีตราอนุมัติฟ้อง
ข้อความ เพื่อกดดันลูกหนี้
ติดต่อไม่ได้ ทำให้อับอายเพื่อนฝูง เช่น คนทำงานรัฐวิสาหกิจ
ข้าราชการ
2. หากไม่จ่ายภายใน 3 วัน
จะพาเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมดำเนินคดี เป็นการข่มขู่ ตามกฎหมายไม่ได้เปิดโอกาส
การข่มขู่แบบนี้ บัตรเครดิตเป็นคดีทางแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา
3. จะนำชื่อของท่านเข้า black list (บัญชีดำ)
ต่อไปท่านไม่สามารถติดต่อกับสถาบันการเงินได้ ฟ้องล้มละลาย
และไม่สามารถเดินทางออกต่างประเทศได้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
4. จดหมายจาก สนง.กฎหมาย(ทนายความ) และ สนง.ทวงหนี้ เช่น
หากคุณไม่ชำระ จะเข้ายึดทรัพย์ และยึดทรัพย์เจ้าของบ้าน ทวงหนี้แบบผิดกฎหมาย
การจะยึดทรัพย์ได้ จะต้องมีการดำเนินคดี ทางศาลแพ่ง
ก่อนและส่งเรื่องให้ลูกหนี้ทราบภายใน 15 วัน
- การที่จะนำเจ้าหน้าที่มาบังคับคดี มายึดทรัพย์ทำไม่ได้
การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จะมายึดทรัพย์ของลูกหนี้ได้ แต่จะมายึดทรัพย์
ของเจ้าของบ้าน ญาติ ภรรยา ทำไม่ได้ไม่ต้องกลัว
การทวงแบบนี้เป็นการบีบบังคับลูกหนี้
5. หากมีการยักย้ายทรัพย์ ทรัพย์สมบัติ จนทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
จะถูกจำคุก 2 ปี (จะต้องมีการพิสูจน์)
ยกเว้นเนื่องจากมีหนี้สินมากมายก็เลยต้องขายทรัพย์สินให้คนอื่นหมดแล้ว
เพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ อันนี้เป็นเจตนาดี แต่ถ้ามีเจตนาจะโกงเช่น
มีบ้านหลายหลังและมีทรัพย์สินอื่นๆ มากมาย
6. การเขียนไปรษณียบัตร ส่งตามบ้านญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง
เช่นเนื่องจากนาย ก.ปิดโทรศัพท์
แล้วติดต่อไม่ได้ก็ไปตรวจสอบตามข้อมูลที่ลูกหนี้เคยให้ไว้ ว่ามีญาติ พี่น้อง ที่ไหน
ก็จะส่งไปรษณียบัตรไปให้ตามบ้านญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ว่า "นาย ก.
มีปัญหาเรื่องหนี้ และเขียนข้อความประจานไปตามบ้านญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อทำให้
นาย ก. เป็นที่รังเกียจ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ภายใน
3 เดือน
7. การโทรหา ภรรยา ผู้บังคับบัญชา เพื่อน ๆ พูดทวงหนี้ เช่น นาย ก.
เป็นคนที่ไม่ยอมใช้หนี้ เป็นการโทรไปหาบุคคลภายนอก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องและโทรกวน
ผู้บังคับบัญชา
ผิดข้อหาหมิ่นประมาท การกระทำเช่นนี้ผิดกฎหมาย
8. การส่ง fax
เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
9. การส่งเจ้าหน้าที่มาเฝ้าหน้าที่สำนักงานของลูกหนี้
หรือการเข้ามาหาในที่ทำงาน เรียกตำรวจจับได้ หรือนัดเลยว่ามากี่โมง
ก็เรียกตำรวจจับได้เลย
ขั้นที่
5
อันตรายของการประนอมหนี้,
ปรับโครงสร้างหนี้, การให้ FAX
บัตรประชาชน
1. มันคือกับดักดีๆ นี่เอง เมื่อเจ้าหนี้เห็นว่าทวงคุณแบบถ่อยๆ
เถื่อนๆ แล้วคุณก็ยังไม่จ่ายคุณอึดกว่ามันเจ้าหนี้คุณก็จะเปลี่ยนลุคใหม่ ใส่สูท
ผูกไทป์มาคุยกับคุณ
แบบสุดแสนจะสุภาพ ยื่นข้อเสนอดีๆ ให้ปรับโครงสร้างหนี้,
ประนอมหนี้กันเถอะนะตัวเองอย่าได้ทำเด็ดขาด
2. เพราะกฎหมายเปิดช่องให้คิดดอกเบี้ยค้างชำระทันทีนับจากวันที่คุณหยุดจ่ายเจ้าหนี้เกิดสิทธิ์เรียกร้องตามกฎหมายทันทีเขาจะคิดดอกเบี้ยคุณไม่ได้แต่ถ้าเมื่อไรมีการทำสัญญาใหม่
(การประนอมหนี้, ปรับโครงสร้างหนี้)
เขาคิดดอกเบี้ยคุณได้ทันทีและอะไรที่เคยผิดกฎหมายหรือหมกเม็ดก็จะถูกเขาทำให้ถูกและอุดช่องทางการสู้ของคุณหมดและถ้าคุณจ่ายไปแล้วสะดุดอีก
เขาจะฟ้องคุณเร็วมากและคุณไม่มีทางสู้เลย ศาลก็จะไม่เห็นใจด้วย
3.
ตั้งเป้าไว้ว่าจะจัดการกับหนี้สินของตัวเองอย่างไรแล้วเดินไปตามนั้น อย่าวอกแวก
4.
หน้าที่ของเจ้าหนี้ที่ต้องไปสืบเสาะเอาเองว่าเรามีรายได้อะไรบ้าง
ไม่ใช่หน้าที่เราที่ต้องไปบอกไม่ใช่หน้าที่เราที่ต้องไป
FAX บัตรประชาชนให้เขาเพื่อบอกว่าอนุญาตให้ฟ้อง
ไม่มี
กฎหมายไม่ได้ตัดสิทธิ์เจ้าหนี้ในการฟ้องเรียกร้องให้ลูกหนี้ชดใช้
เจ้าหนี้สามารถฟ้องได้เลยไม่ต้องมาขออนุญาตเราก่อน
แต่ที่ให้ส่งไปเพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายของมัน
หลอกให้เป็นหลักฐานยอมรับสภาพหนี้ซึ่งน่ารังเกียจมากขอบอก
เวลาจะฟ้องเจ้าหนี้ต้องไปขอข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของเราเพื่อดูว่าเรามีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหนแล้วถึงจะทำสำนวนฟ้องเขาเสียค่าใช้จ่ายก็เลยพยายามผลักภาระมาให้ลูกหนี้
ขั้นที่
6
แนวทางปฏิบัติเมื่อคดีความที่เข้าสู่ศาลแพ่ง
1 มาจากการเจรจา hair cut ไม่ได้ / ไม่ทัน
เนื่องจาก เราไม่มีเงินพอ หรือ แบงค์ต้องการเงินคืนเร็ว เลยฟ้องเร็ว
อันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
2 ขั้นตอนนี้ก็ยังสามารถเจรจา hair cut
ได้เรื่อยๆ จำไว้ว่าการ hair cut ทำได้ในทุกขั้นตอน
ขอเพียงเรามีเงิน
3 วันไปขั้นศาล ควรไปทุกนัดจะดีมาก
3.1
ไปนัดแรก เป็น นัดไกล่เกลี่ย
ก)
หากคู่ความ ตกลงกันได้ในต้นเงิน
ดอกเบี้ย ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายต่อกัน เช่น ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
ค่าทนายความโจทก์
500-1,000 บาท
(ก.1) ก็จะลงนามใน บันทึกการไกล่เกลี่ย
โดยคู่ความ โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ หรือทนายความโจทก์ และ จำเลย
หรือทนายความจำเลยและ ผู้ไกล่เกลี่ย
(ก.2) เจ้าหน้าที่ศาล จะทำ
คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมตามที่คู่ความตกลงกันไปให้ผู้พิพากษาลงนามโดยท่านผู้พิพากษาจะให้คู่ความทั้งสองฝ่ายพร้อมกันต่อหน้า
(ก.3)
ท่านผู้พิพากษาจะอ่านคำพิพากษาให้สองฝ่ายทราบ และแก้ไขข้อความให้ตรงกับที่คู่ความ
ตกลง พึงพอใจสองฝ่ายเมื่อเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้ว
(ก.4) ท่านจะมีคำพิพากษาและลงนามไปตามนั้น
พร้อมให้คู่ความลงนาม และมอบคำพิพากษาให้คู่ความเก็บเป็นหลักฐานและปฏิบัติไปตามนั้น
(ก.5) ขั้นตอนเจรจาที่จบลงแบบนี้ คือ
เงื่อนไขที่ลูกหนี้ร้องขอ เจ้าหนี้พอใจ แต่ถ้าไม่ยินยอมก็ไปข้อ (ข)
ข)
หากคู่ความไม่ตกลงในนัดไกล่เกลี่ย
(ข.1)
จะส่งเรื่องคืนเข้าสู่การนัดสืบพยานเรื่องราวที่ตกลงกันในการไกล่เกลี่ยถือเป็นโมฆะ
ไม่นำกลับมาเป็นข้ออ้างในการพิจารณาของศาล
(ข.2) ขั้นตอนที่เจรจา
ส่วนใหญ่จะลงเอยแบบนี้มากกว่าข้อ (ก) เพราะโจทก์ (แบงค์)
มักไม่ยอมตามเงื่อนไขลูกหนี้ง่ายๆ ขั้นตอนมีคร่าวๆดังนี้ครับ
2.1 หลังมาศาลแล้วจะเจอทนายของแบงค์ (โจทก์) ที่ฟ้อง
ให้เราเจรจาเงื่อนไขที่เราต้องการ ถ้าแบงค์ไม่ยอมอะไรเลย ก็ขอเลื่อนคดี
(ยืดหนี้)ออกไปก่อน เช่น ใช้เทคนิคเรื่องโบนัสที่จะออกใน 3-4
เดือนข้างหน้า เป็นต้น
2.2 ดังนั้นเทคนิคยืดเวลา คือ การขอเลื่อนคดีออกไป อีก 2-4
เดือน (แต่ไม่ใช่การสู้คดีนะ)
ลูกหนี้มีสิทธิ์ ถึงแม้ทนายโจทก์จะไม่อยากให้เลื่อนก็ตาม
ลูกหนี้ทุกคนมีสิทธิ์ร้องขอ ควรทำความเข้าประเด็นนี้ให้มากๆ
2.3 หรืออีกเทคนิคคือ การยื่นคำให้การ แต่จะยุ่งยากกว่าข้อ
2.2 (อาจจะต้องจ้างทนาย) ลองประเมินตามความเหมาะสม
2.4 ระหว่างที่รอมาศาลในนัดต่อไป ก็เก็บเงินไปเรื่อยๆ
ได้อีกหลายเดือน ระหว่างนี้ถ้าพร้อมก็เจรจา hair cut ได้เลย
โจทก์ก็จะถอนฟ้องให้ หรือถ้าเงินยังเก็บได้ไม่พอ ก็ไม่ต้องกังวลใจ
ค่อยไปต่อรองหน้าศาลในนัดต่อไปได้
ตัวอย่างกระทู้ - ไปศาลนัดแรก
กระทู้การขอเลื่อนคดี 2-4 เดือน (แบบธรรมดา)>>>>>>>>>>>>>http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9982
กระทู้การได้เลื่อนคดี 6-7 เดือน
เพราะจะจ่ายด้วยโบนัส>>>>>>>>>>>http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9105
กระทู้เสี่ยง (มาศาลแต่ไม่ยอมพบผู้พิพากษา)
เพราะเชื่อทนายโจทก์มากไป >http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9806
กระทู้ไกล่เกลี่ยลงตัว เซ็นต์ยอมความและให้ศาลตัดสินเลย>>>>>>>>http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9784
กระทู้ต้องการสู้คดี>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9375
กระทู้ต่อสู้เรื่อง หมดอายุความ แล้วโดน Bank
หยอดเงิน>>>>>>>http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9904
กระทู้ การยื่นคำให้การเรื่องคดีหมดอายุความ แบบไม่ต้องจ้างทนาย>>>>http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=10011
กระทู้ คดีหมดอายุความ
แต่เจ้าหนี้หลอกให้ลูกหนี้จ่ายเงินเข้าและมั่วนิ่มฟ้องให้จ่ายหนี้ก่อนหมดอายุความด้วย
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9949
3.2ไปนัดที่
2
เป็น นัดสืบพยาน
ก) ท่านผู้พิพากษาจะสืบคู่ความทั้งสองฝ่าย และพยานที่กล่าวอ้าง
ตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแห่งหนี้
ข) และจะนัดให้คู่ความฟังคำพิพากษาในวันถัดไป
3.3ไปนัดสุดท้าย
เป็น นัดฟังคำพิพากษา
ก) มาถึงศาลแล้ว จะเจอทนายโจทก์ก็สามารถเจรจาเงื่อนไขได้
ถ้าเจรจาไม่ได้ก็ลองไปเจรจาหน้าบัลลังค์อีกครั้ง
ข) ผู้พิพากษาจะอ่านคำพิพากษาให้คู่ความทั้งสองฝ่ายฟัง
โดยคู่ความสามารถตกลงกันตอนนี้ได้ หรือจะให้เป็นไปตามที่มีคำพิพากษาเลยก็ได้
(ข.1) ส่วนใหญ่ถ้ามาศาลคนเดียว ลูกหนี้
(ตัวเรา) จะขอความเห็นใจจากศาลในขั้นตอนนี้ครับ เช่น เทคนิคขอผ่อนแบบขั้นบันได
ปีที่ 1 = 1,000, 1,500, 2,000
ปีที่ 2 = 1,500, 2,000, 2,500
ปีที่ 3 = 2,000, 2,500, 3,000
ปีที่ 4
..ก็แล้วแต่ยอดหนี้และความเหมาะสม
แต่คงไม่เกิน 10 ปีตามอายุบังคับคดี
(ข.2) จากนั้นศาลท่านจะแค่บอกแนวทางสั้นๆ
แก่โจทก์ ถ้ายอมก็ตามนั้น ถ้าโจทก์ไม่ยอมก็ตัดสินตามคำฟ้องของเจ้าหนี้
ค) เมื่อท่านมีคำพิพากษาแล้ว คู่ความจะต้องลงนามในคำพิพากษา
และรับคำพิพากษาแต่ละฝ่ายกลับไปปฏิบัติตามนั้นถือว่าจบกระบวนการพิจารณาคดี
ง) ค่าใช้จ่ายถ้าไปศาลเองก็ยังไม่ต้องจ่ายอะไร
เป็นเรื่องที่ทนายจะไปเรียกเก็บกับทางแบงค์ต้นสังกัดเอง
เสริมขั้นที่
6
เสริมกรณีเจ้าหนี้ไม่ยอมอะไรเลย
ทำไมถึงไม่ต้องไปสนใจเรื่องดอกเบี้ยเลย
(กรณีที่
แบงค์เขี้ยวมากๆๆ ไม่ยอมลดอะไรเลยไม่ยอมผ่อนปรน ตามเงื่อนไขของลูกหนี้เลย
จะเอาตามเงื่อนของแบงค์ฝ่ายเดียว)
ก็ไม่ต้องไปเครียดมาก
พยายามเจรจาเอาเงื่อนไขผ่อนจ่ายแบบขั้นบันไดมาก่อน
แล้วก็ผ่อนเข้าไปตามปกติ..ตรงบ้าง น้อยบ้าง ตามที่เราไหว
เงินส่วนที่เหลือก็เก็บเงินรอ hair cut
อย่างเดียว..
สุดท้าย ดอกเบี้ยเป็นเพียง ตัวเลข เท่านั้น
ขั้นที่
7
แนวทางปฏิบัติหลังศาลตัดสินแล้ว ว่าคุณเหมาะสมกับแบบไหนระหว่าง
การจ่ายหลังคำพิพากษา &รอให้อายัดเงินเดือน
1) การจ่ายเงินหลังคำพิพากษา จะเหมาะกับ คนที่มีบ้าน จำนองบ้าน
+โดนฟ้อง 1-3 ราย + เงินเดือนสูง
- กรณีเงินเดือนสูง 30,000 50,000
ถ้าปล่อยไปถึงอายัดเงินเดือนมากตาม เดือนละ 9,000 15,000
- การโดนฟ้องศาลไม่มาก 1- 3 ราย
ถ้าโดนฟ้องติดๆกัน รวมทั้งหมด 3 ราย
และแต่ละรายจะต้องผ่อนจ่ายหลังคำพิพากษารายละ 2,000 บาท
ในช่วงปีที่ 1 (แบบขั้นบันได) อาจจะจ่ายน้อยบ้าง ครบบ้าง
ตามความเหมาะสม ดังนั้นคุณเสียเงินเพื่อผ่อนจ่ายตามคำพิพากษาเฉลี่ย 1,000 -
2,000 * 3 ราย = 3,000 - 6,000 บาท/เดือน
ส่วนต่างที่เหลือเมื่อเทียบกับการปล่อยให้อายัดเงินเดือน = 6,000-12,000
บาท/เดือน ก็จะเป็นทั้งการป้องกันเรื่องการโดนบังคับคดี ยึดบ้าน
หรือ เพื่อเก็บเงินต่อเดือนมากขึ้น เพื่อเก็บไว้รอ hair cut
นั่นเองนะครับ
- คนที่มีบ้าน/บ้านจำนอง และโดนฟ้องหลายราย การผ่อนจ่ายจะมากตาม
จนไม่สามารถเก็บเงินได้ วิธีนี้อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีนั่นเอง
2) การให้ไปจบที่อายัดเงินเดือน จะเหมาะกับ คนที่ไม่มีบ้าน
จำนองบ้าน +โดนฟ้องมากกว่า 3 ราย
- เราสามารถเจรจา hair cut
ได้ตลอดเหมือนแบบที่ 1
3) แนวทางการ hair cut
จะทำตอนไหนระหว่าง (จ่ายตามคำพิพากษา) หรือ (อายัดเงินเดือน) โดยรูปแบบการ
hair cut ตั้งแต่ขั้นตอนนี้จะแตกต่างกันแล้วแต่กรณี
รายละเอียดตามนี้
3.1 ถ้าไม่มีบ้าน จำนองบ้าน เงินเดือน +/- 10,000
case แบบนี้
หลังศาลตัดสินลูกหนี้จะได้เปรียบเพราะเจ้าหนี้ไม่มีช่องทางจะเอาเงินคุณได้เลย
แต่ถ้าคุณไม่จ่าย หนี้ก็จะติดตัวคุณไปตลอด!!!
ค่อยๆเก็บเงินไปไม่กี่เดือนก็จะ
hair cut
ได้
3.2 ถ้ามีบ้าน/บ้านติดจำนอง ทรัพย์สิน เงินเดือน +/- 10,000
case นี้การนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย ถึงแม้จะอายัดเงินเดือนไม่ได้
แต่จะเสียงกับการโดนสืบทรัพย์ได้ ทั้งบ้านที่ไม่ติดจำนอง หรือ
บ้านที่ติดจำนองแต่ผ่อนมานาน จนมูลหนี้เหลือน้อยมาก จะเกิดส่วนต่างระหว่างหนี้ กับ
ราคาประเมินมาก
เจ้าหนี้อาจจะฟ้องบังคับคดีขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินส่วนต่างตรงนี้นั่นเอง
การ
hair cut
ทำได้เหมือนข้อ 1 แต่จะเสี่ยงมากกว่า
ทางออกคือต้องประเมินเรื่องบ้านก่อน และ เจรจากับเจ้าหนี้อย่างต่อเนื่อง
ห้ามหายตัวเด็ดขาด
3.3 ถ้าไม่มีบ้าน/ไม่มีบ้านติดจำนอง เงินเดือน > 10,000 -
20,000
case นี้การนิ่งเฉยหลังศาลตัดสิน
เจ้าหนี้จะฟ้องบังคับอายัดเงินเดือนได้อย่างเดียว
การ
hair cut ทำได้ตั้งแต่ศาลตัดสิน จนถึงระหว่างอายัดเงินเดือน
ระหว่างอายัดเงินเดือนก็สามารถเจรจา hair cut
ได้ขอเพียงมีเงินพร้อม และเจรจาจนพอใจทั้ง 2 ฝ่าย
3.4 ถ้ามีบ้าน/มีบ้านติดจำนอง เงินเดือน >10,000 -20,000
case นี้การนิ่งเฉย
หรือคิดว่าจะปล่อยให้อายัดเงินเดือนต้องระวัง
เพราะเจ้าหนี้จะทำการสืบทรัพย์และบังคับยึดบ้าน ก่อนถึงขั้นตอนอายัดเงินเดือนได้
จึงควรต้องเจรจากับเจ้าหนี้ให้ได้ว่าจะให้เราผ่อนจ่ายเท่าไหร่
ห้ามหายหน้าเด็ดขาด เงื่อนไขเจรจาที่ได้ผลดีคือขอจ่ายแบบขั้นบันได เริ่มปีที่1
น้อย แล้วค่อยๆเพิ่มไป ตามความเหมาะสม)
หลังจากได้เงื่อนไขแล้วก็ชำระหนี้ไปอย่างสม่ำเสมอ จ่ายพอดีบ้าง น้อยบ้าง
แบบสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับคดีเราได้
หรือถ้าแก้ไขเรื่องบ้านได้แล้ว จะให้ไปจบที่อายัดเงินเดือนก็ย่อมทำได้
การ
hair cut
จะต้องพิจารณามากกว่าข้อ 3.3 เนื่องจาก
มีบ้าน/จำนองบ้าน การปล่อยให้ไปถึงขั้นตอนอายัดเงินเดือน บ้าน/บ้านจำนอง
อาจจะได้รับผลกระทบด้วย
3.5 ถ้ามีบ้าน/มีบ้านติดจำนอง เงินเดือนสูงๆ เช่น 30,000 -
50,000
case นี้ถ้านิ่งเฉยหลังศาลตัดสิน จะเสี่ยองต่อการโดนยึดทรัพย์เหมือนข้อ
3.4 อีกทั้งการอายัดเงินเดือนก็จะโดนมาก คือ 30% = 9,000 -
15,000 (ภาระที่หนักมากนั่นเอง) จึงมีลายทางเลือก
เนื่องจากมีรายได้สูง
- การขอจ่ายหลังคำพิพากษา เพื่อลดภาระการชำระหนี้มากๆๆ นั่นเอง
เช่น ขอจ่าย 1,500 หรือ 2,000 หรือ
2,500 ต่อ/เดือน แบบขั้นบันได มีน้อยจ้ายน้อย จ่ายพอดีบ้าง
ซึ่งการจ่ายแบบนี้จะน้อยกว่าโดนอายัดเงินเดือน แต่ต้องโดนฟ้อง 1-3
รายเท่านั้น ถึงจะคุ้ม
เงินส่วนต่างก็เก็บไว้เพื่อรอ
hair cut
เป้นต้น
-
ถ้าโดนฟ้องเกิน
3
ราย การจ่ายหลังคำพิพากษาจะไม่คุ้ม เช่น โดนฟ้อง 5
ราย จะต้องผ่อนจ่ายเกือบ 10,000 บาท/เดือน
ซึ่งจะทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บเพื่อ hair cut เป็นต้น
ห้ามคิดว่าต้องแก้ไขด้วยวิธีเดียวกัน หรือเหมือนกันหมดทุก
case
นะครับ
ขั้นที่
8
แนวทางปฏิบัติเรื่องการ hair cut
ว่าทำตอนไหนอย่างไร
1 การ hair cut
สามารถทำได้ตั้งแต่โดนทวงถาม และเริ่มมีการให้เงื่อนไขต่างๆๆ
2 การ hair cut สามารถทำได้ทั้งลูกหนี้
(เรา) เจรจาขอ หรือ เจ้าหนี้ (แบงค์/คนทวงหนี้) บอกเงื่อนไขมา
3 ไม่มีกฎเกณฑ์ อะไรตายตัว ไม่มีมาตรฐาน ว่าจะได้ลด 30% 20%
50% 40% มันขึ้นอยู่ที่มูลหนี้ อยู่ที่เทคนิคการพูด
อยู่ที่ความใจดีของแบงค์แต่ละแห่ง..ซึ่งไม่เท่ากัน
4 การ hair cut มีทั้งจ่ายครั้งเดียว หรือ
จ่าย 2 งวด 3 งวด
อยู่ที่การเจรจาทั้งหมด ทุกอย่างอยู่ที่ความพอใจ ทั้ง 2
ฝ่าย
5 ก่อนจ่ายเงินปิดบัญชีต้องขอหนังสือยืนยันทุกครั้ง
โดยถ้ามาจากสำนักกฎหมายต้องมีหนังสือมอบอำนาจ หรือ แสดงว่า แบงค์เจ้าของบัตรรับทราบเงื่อนไขแล้ว
ตัวอย่างกระทู้
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=9216
http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=8888
ตัวอย่างการสนทนาทวงหนี้แบบต่างๆ
การเจรจาแบบเชิงรุก&
ยืดเวลาการทวงหนี้ออกไป
จนท. - สวัสดีค่ะ ขอสายคุณ...ค่ะ
(เสียงคนเดิมพูดดีตลอดไม่เคยบ่น..คนนี้จำได้)
เรา - ครับ กำลังพูดครับ เออ..เราเคยคุยกันมั๊ยครับ โทรจากที่ใหนครับ
(จริงๆ แล้วผม Save เบอร์ไว้ในเครื่องแล้ว)
จนท. - เคยคุยกันแล้วค่ะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เรา - อ๋อ..ครับ คุณชื่ออะไรนะครับ
จนท. - ชื่อ.....ค่ะ
เรา - คุณก็ทราบนี่ครับว่าผมโดนฟ้องอยู่ 1บัตร
ขึ้นศาลไปแล้วขอเลื่อนไปอีก 2 เดือน เพราะจ่ายไม่ใหว
เพิ่งปิดบัตรแรกที่ฟ้องไปแล้วเมื่อสิ้นเดือนอ่ะครับ กู้เพื่อนมาปิดด้วย ตอนนี้เก็บตังค์อยู่เตรียมปิดบัตรที่ฟ้องตอนนี้
บัตรที่คุณตามอยู่เป็นอีกบัตรนึง ที่ยังไม่ฟ้องใช่ใหมครับ
จนท. - ใช่ค่ะ แต่เรามีข้อเสนอพิเศษที่ทางผู้ใหญ่เพิ่งอนุมัติมาค่ะ
เรา - เหรอครับ อืม..ลองว่ามาก็ได้ครับว่ามีข้อเสนออย่างไรครับ
จนท. - ที่ผู้ใหญ่อนุมัติให้สำหรับบัตรของคุณตอนนี้คือ
ตัดดอกเบี้ยทั้งหมดทิ้งไปแล้วเอาต้นมาลดให้ 50% ดังนี้
ยอดรวมทั้งหมด 60,000 ลบดอกเบี้ยออกไป 10,000
เหลือ 50,000 ลดให้อีก 50%
คงเหลือจ่ายที่ยอด 25,000
ภายในสิ้นเดือนนี้ พิเศษจริงๆ ค่ะ
เรา - สิ้นเดือนนี้ผมกำลังเก็บเงิน คิดว่าน่าจะมีแค่ 20,000
กะว่าจะเตรียมไว้ปิดบัตรที่ฟ้องก่อน ถ้า 20,000
จะได้มั๊ยผมจะได้ตัดสินใจเลย (น๊านนนน...เอาเข้าไป...ได้คืบจะเอาศอก)
จนท. - คงยากค่ะ เราลดให้เยอะแล้ว ได้แค่นี้จริงๆ ค่ะ
ไม่อยากให้ความหวังคุณน่ะค่ะ เพราะถึงเสนอไปก็คงยากค่ะ
เรา - ลองเสนอดูครับ ผมมีความหวังตลอดละครับ (หัวเราะ)
ยังไงผมขอเวลาคิดอีก 2 วันนะครับแล้วค่อยให้คำตอบ
ขอสายตรงติดต่อกลับด้วยครับ
จนท. - ค่ะ (บอกเบอร์ที่โต๊ะทำงาน ผมจดไว้เรียบร้อยแล้ว)
อย่าลืมติดต่อกลับนะคะ
เรา - ครับ สวัสดีครับ
ปล. ผมคิดว่าเป็นส่วนลดที่น่าสนใจดีมากเลยครับ
เล่าให้ทุกท่านไว้เป็นข้อมูลครับ Hair Cut คือคำตอบสุดท้าย
HSBC : สวัสดีครับ.ใช่คุณ M-GO
หรือเปล่าครับ
M-GO : ครับผม พูดสายอยู่ครับ
HSBC : ผมโทรมาจาก HSBC
นะครับเรื่องบัญชีค้างจ่าย
ไม่ทราบว่าเดือนนี้คุณจ่ายเข้ามาหรือยังครับเพราะเห็นเมื่อประมาณต้นเดือนที่แล้วคุณจ่ายเข้ามา
3,000 บาท คุณติดปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ
M-GO : ครับผม
ตอนนี้ผมยังคงจ่ายไม่ได้ครับเพราะผมเป็นหนี้นอกระบบอยู่ต้องจ่ายเขาก่อน
HSBC : ตอนนี้คุณเป็นหนี้บัตรกี่ใบครับ
M-GO : ของคุณและหนี้นอกระบบครับ
HSBC : คุณป็นหนี้เท่าใหร่ครับ
M-GO : 4
หมื่นกว่าครับพอดีผมมีธุระต้องใช้เงินด่วนนะครับและไปกู้เขามา
HSBC : ตอนนี้คุณหยุดจ่ายหนี้นอกระบบมาจ่ายเราก่อนซัก 1500
บาท ได้มั้ยครับ
M-GO :
ผมไม่มีจริงๆครับแค่ส่งทั้งต้นทั้งดอกนี้ก็แทบไม่มีเงินกินข้าวแล้วครับ
HSBC : เป็นหนี้นอกระบบของบัตรอะไรครับ
M-GO : นอกระบบที่ไม่เกี่ยวกับบัตรนะครับดอกแพงมากนะครับ
HSBC : ดอกประมาณเท่าไหร่ครับ
M-GO : อืม....ร้อยละเกือบ 20 % นะครับ
HSBC : ถ้าคุณจะหยุดจ่ายมาเราก่อนได้มั้ย
M-GO : คงหยุดจ่ายเขาไม่ได้อ่ะครับ อันตรายมากเลยกับชีวิตผม
ผมยอมให้ ทาง Bank ดำเนินการไดนะครับอย่างน้อยไป ศาล
ก็คงไม่เจ็บตัว
HSBC : อืม...งั้นคุณจะจ่ายหมดเมื่อไหร่ครับ
M-GO : ก็คิดว่าต้นปีหน้าหล่ะครับ
HSBC : นานจังเลยเน๊าะ..
M-GO : ครับ ก็ไม่อยากเป็นหนี้หรอกครับ
แต่ยังไงก็ต้องจ่ายไม่ว่านอกระบบหรือ Bank
เพราะผมเอาเงินเขามาใช้แล้ว
HSBC : งั้นทางเราจะโทรหาคุณเรื่อยๆนะครับยังไงก็ช่วยรับโทรศัพย์ด้วยนะครับเพื่อ
จะได้เป็นการบอกว่าคุณไม่ได้จงใจหนีหนี้ ตอนนี้ทาง Bank
ดูอยู่ว่าสามารถลดให้คุณได้เท่าไหร่นะครับเผื่อคุณถูกหวยรวยเบอร์จะได้จ่ายได้...หัวเราะ....(
มีแซวครับ )
M-GO : ครับก็อยากให้ถูกนะครับจะได้จ่ายให้ Bank
ได้ ...หัวเราะ..
HSBC : เอาเป็นว่าผมจะโทรไปหาเรื่อยนะครับ ยังไงก็รบกวนรับโทรศัพย์ด้วยนะครับ
เผื่อ Bank มีส่วนลดหรือข้อเสนอดีๆให้จะได้จ่ายได้
M-GO : ครับผม ยังไงก็ลดเยอะนะครับเผื่อผมจะได้โป๊ ให้ทีเดียวเลย
HSBC : ครับจะดูให้ครับ ขอบคุณมากครับคุณ M-GO
สวัสดีครับ
M-GO : ขอบคุณเช่นกันครับ สวัสดีครับ
ปล.
ที่คุยกับ Bank
เรื่องหนี้นอกระบบนี้เป็นเรื่องที่ผมแต่งขึ้นจริงๆแล้วผมพยายามปล่อยให่เป็นหนี้เน่า
จากที่ได้คำแนะนำจาก คุณ ไกล้เป็นไท คุณ CreditOk คุณลุงวิทย์
และเพื่อนสามชิกอีกหลายๆท่าน เพื่อจะได้ต่อรองส่วนลดเยอะๆ ตอนนี้เก็บเงินอยู่ครับ
ถ้าถึงปีหน้าคงมีเงินติดกระเป๋าเกือบแสนแล้วครับ อย่าน้อยถ้า Bank
อื่นโทรมาอย่างยี้ก็สามารถปิดบัตรได้เลยนะถ้าลดซัก 50 %
เหมือนเพื่อนสมาชิกบางท่าน
การเจรจาแบบอ้างไม่สบาย
H ..สวัสดีค่ะ คุณ anut ยอดหนี้คุณ ทางแบงค์ลดให้25
% จาก2หมื่น 8
เหลือ 22 ปิดบัญชีเลย โอเคมั้ยคะ
A...อืมก็อยากได้นะคะ แต่ไม่ลดมากกว่านี้เหรอ
H...ต้องรอดูค่ะ อาจจะมีลดให้อีก แต่ตอนนี้มีเท่านี้น่ะค่ะ
A...ตอนนี้ไม่มีตังค์ค่ะ นี่ถ้าโทรมาตอนต้นปีโบนัสออก
จะจ่ายให้เลยนะ
H..งั้นจ่ายบัญชีมาก่อนได้มั้ยสักพัน
A...โธ่..ตอนนี้ตังค์ยังไม่มีติดกระเป๋าเลยค่ะ
ขนาดหมอนัดไว้ยังไม่ได้ไปเลยค่ะ ก็คงต้องให้แบงค์ดำเนินการตามขั้นตอนไปก่อนนะคะ
เจ้าหน้าที่ก็ตัดสายไป ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ
ปล. ส่วนมากถ้าถามanut ก็จะบอกอย่างนี้ค่ะ
เรื่องหมอ เค้าก็ถามว่าทำไมไม่ใช้ปกส.เราก็บอกว่า บางทีปกส.มันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
และโรคบางอย่างมันก็ใช้ไม่ได้
หนี้นอกระบบ anut
ก็มีค่ะแต่ไม่เยอะและก็ไม่โหดเท่าไหร่ แต่บางทีก็แจ้งเค้าไปเหมือนกัน
การเจรจาแบบเชิงรุกเพื่อเอาตัวรอด
เฟริส ขอสายคุณ
อ้อ พูดอยู่ค่ะ
เฟริส คุณติดค่างวดอยู่จ่ายมายัง
อ้อ ยังค่ะยังไม่มีค่ะ
เฟริส สักงวดไม่ได้เหรอเงินเดือนออก แล้ว
อ้อ ไม่มีจริงค่ะ
เฟริส ก็เริ่มพล่ามค่ะ
อ้อ ขอดิฉันพูดก่อนนะ
คือตอนนี้ไม่มีอย่างที่คุณเห็นไม่ได้จ่ายมาหลายงวดแล้วดำเนินตามขั้นตอนแล้วไปเจอกันที่ศาลนะคะแต่ดิฉันกำลังหาเงินก้อนไปปิดอยู่
ช่วยลดยอดได้ไหมคะ
เฟริส คุณต้องมีเงินก่อนถึง ขอลดยอดหนี้ได้
อ้อ เหรอคะ งั้นคงยังไม่มีหรอกค่ะดำเนินตามขั้นตอนไปเจอกันที่ศาล
ขอบคุณนะคะถ้ามีเงินก้อนจะติดต่อกลับไปแล้วกัน
เฟริส คุณอย่าเพิ่งรีบวางสิ เอางี้ผมเช็คอีกที วันที่ 20
แล้วกันหามาสักงวด
อ้อ งั้นเดี๋ยวดูให้แล้วกันถ้ามี ขอบคุณนะคะ แล้วก็วางสายไปคะ
ปล. ดิฉันพยายามพูดใส่ไปก่อนไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เเขพูดตอนแรกเสียงแข็งก้เริ่มอ่อนลงค่ะ
ดู่จากน้ำเสียงเขาก้งงเหมือนกันค่ะทำได้ดีที่สุดแล้วค่ะแล้วก้ยืดเวลาได้อีกหน่อยค่ะ
เจรจาแบบให้อายัดเงินเดือน
30%
CITI แบงค์โทรมาถามเรื่องค่างวด
ผมตอบ ยังไม่มีครับแล้วในคอมมีบันทึกอะไรบ้างละครับ
CITI มีบอกว่ามีหนี้นอกระบบอยู่ กับว่าจะหมดปลายปีนี้
ผมตอบ ก็เป็นอย่างที่ระบุบในคอมครับ
CITI เรารอคุณไม่ได้หลอกคะ
ผมตอบ ถ้ารอได้จะพิจรณาคุณเป็นเจ้าแรกเลยถ้ามีโบนัสก็จะให้โบนัสและที่เหลือจะทยอยจ่ายครับ
CITI เราต้องดำเนินคดีเลยนะคะ
ผมตอบ ผมเคยบอกให้คุณฟ้องแล้วนะคุก็อยัดเงินเดือนผม 30%
จ่ายไปสิผมจะได้อ้างจากเจ้าหนี้รายอื่นได้เหมือนกัน
CITI คุณไม่รู้หลอกว่าคุณให้ฟ้องเราฟ้องเลยไม่ได้
ผมตอบ ถ้าคุณดำเนินการไว้คุณก็ได้เงินไวครับผมไม่ได้คิดจะไม่จ่ยคุณเลย
CITI เอาเป็นว่าเรื่องอยู่ในขั้นฟ้องศาลคะสวัสดีคะ
ผมตอบขอบคุณครับ
แล้วว่างหูกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ เข้าทางเราแล้ว
อยากไม่รอเองนะแทนที่จะได้เงินก้อน
การเจรจาแบบทั่วๆไป (ทั้งดี และ ไม่ดี)
H : ฮัลโหล
city : คุณ .... ค่ะ
H : พูดอยู่ค่ะ
city: เรื่องค่างวดว่ายังไงคะ
H : คงไม่จ่ายแล้วค่ะ
city: ทำไมล่ะค่ะ
H : ไม่มีจะจ่ายแล้วค่ะ คุณส่งฟ้องได้เลยนะ
city: ไม่มีจะจ่ายแล้ว (น้ำเสียงแบบนะ คนที่เคยเจอคงจะรู้) งั้นคุณโทมาเบอร์นี้นะคะ
ช่วยจดด้วย เรื่องฟ้องจะได้เร็วขึ้น
H : ทำไมต้องโทล่ะ คุณก็สามารถทำตามระบบคุณได้นี่ จะโทไปทำไมคะ
city: เรื่องมันจะได้เร็วขึ้นไงคะ
H : ไม่ต้องหรอกค่ะ
เอาเป็นว่าคุณส่งเรื่องตามขั้นตอนของคุณเลยละกันนะคะ แค่นี้นะคะ สวัสดี (วางสายคับท่าน
อิอิ)
ซิตี้..... ขอสายคุณ
aor.... จากไหนคะ
ซิตี้.... สมชายตัวแทนสำนักงานกฏหมายของซิตี้ ตกลงค่างวดว่าไงครับ
aor... ยังไม่มีเลยค่ะ
ซิตี้ ......
ไม่มีอีกแล้วเหรอครับตกลงคุณหาดูแล้วเหรอครับเหรอไม่คิดจะหาเลยกันแน่
aor.... แล้วถ้าดิฉันบอกว่าหาแล้วแต่ไม่ได้คุณจะเชื่อไหมละ
ซิตี้.... ผมว่าคุณไม่คิดหามากกว่าผลัดมาเรื่อยเลย
aor..... ฉันไม่เคยนัดนี่คุณเป็นคนนัดเอง
ซิตี้.... เอางี้ดีกว่าคุณคิดจะไม่จ่ายใช่ไหมหละบอกว่าเลยดีกว่า
aor.... แล้วถ้าดิฉันไม่จ่ายคุณจะทำไรคะ
ซิตี้.... ผมคงไปทำไรคุณไม่ได้หรอกค่ะ
อ้อ.....
ดิฉันไม่มีจริงค่ะถ้าคุณคิดว่ารอได้ก็รอมีจะติดต่อไปแต่ถ้ารอไม่ได้ก็ทำตามขั้นตอนแล้วกัน
ซิตี้ .....
มันเป็นเหตุผลข้ออ้างของการไม่จ่ายมากกว่าครับอะไรก้ท้าให้ฟ้อง
เพราะมีลูกหนี้แย่อย่างงั้นสิ...............แล้วก็พล่ามอีกเยอะค่ะ
อ้อ...... เอาเป็นว่าไปเจอกันที่ศาลแล้วกันนคะขอบคุณค่ะแล้วฉันก้วางสายไป
ไม่เห็นโทรมาอีกค่ะทำอย่างนี้เพื่อนว่าถูกไหมคะ
เขาคงกลับไปเตรียมตัวประมาณว่าพรุ่งนี้เจอกันใหม่
อีซี่บาย.. ตกลงว่ายังงัย
ดิฉัน.. ว่าไรอะไรคะ
อีซี่บาย.. ก็หนี้จำนวน...
ดิฉัน..
อ้าวอะไรอีกล่ะคะก้อวันก่อนก้อมีคนโทรมาบอกว่าให้รอหมายเรียก
ดิฉันก้อรอแล้วคุณจะเอาอะไรอีก
อีซี่บาย.. เอางั้นใช่ไหม สรุปว่าไม่จ่าย
ดิฉัน.. ใช่เพราะไม่มีจะจ่าย
อีซี่บาย... ไม่มีจะจ่าย เอาเงินไปใช้หมดแล้วว่างั้นเถอะ
สรุปไม่มีปัญญาจ่ายว่างั้น
ดิฉัน .. ใช่
อีซี่บาย.. เอางั้นก้อได้แล้วมันก้อวางสายไป
Easy Buy ... ว่างัยพี่ไหนว่าจะจ่ายวันนี้
เรา... ไม่เคยพูดนะ (ก้อไม่เคยพูดจริง ๆ) มันโมเม จริง ๆ หน้าด้าน
ๆ
Easy Buy... ก้อพี่บอกวันนั้นงัย
เรา... จำผิดคนหรือเปล่า
Easy Buy... ไม่หรอก คุยกับพี่นั่นแหละ
เรา... ไม่มีหรอกค่ะ ยังมีปัญหาเรื่องเงินอยู่
Easy Buy.. .พี่..จ่าย 2100 ก่อนได้มั๊ย
เรา... ม่มี
Easy Buy.. แล้วพี่จะเอาไง
เรา... ก้อบอกว่า ไม่มี ถ้ามีจะบอก ทำตามขั้นตอนของคุณได้เลย
Easy Buy... วางสาย
Easy Buy : สวัสดีครับขอสายคุณ..............ครับ
D: ค่ะกำลังพูดสาย
Easy Buy: ค่างวดที่ค้างจ่ายหรือยัง
D: ยังไม่มีเงิน
Easy Buy: แล้วจะจ่ายเมื่อไหร่
D: ไม่รับปากเพราะเดี่ยวทำไม่ได้
Easy Buy: คุณไม่เคยจ่ายเราเลยนะ
D:
ทราบค่ะก้อยังไม่มีแต่ก้อยังรับโทรศัพท์อยู่ไม่ได้หนี้ไปไหนแค่เมื่อวานไม่ได้รับครั้งเดียวถึงกับโทรไปด่าพี่สาวที่บ้านเลยหรือ
Easy Buy: ก้อเราติดต่อคุณไม่ได้
D:
แค่ครั้งเดียวที่ไม่ได้รับแต่ทำไมไปบอกที่บ้านว่าเป็นหนี้ไม่จ่ายโทรศัพท์ไม่เคยรับหมายความว่าไง
คุณเอาขอมูลของลูกค้าไปเปิดเผยคุณรู้ใช่ไหมว่ามีความผิด
Easy Buy:
แล้วคุณจะให้ผมทำอย่างไรหนี้คุณก้อไม่จ่ายโทรไปหาพี่น้องคุณก้อไม่ได้
D: ฉันเป็นหนี้ทวงฉันไม่ใช่พี่น้องฉัน
Easy Buy:
แล้วคุณจะจ่ายเมื่อไหร่คุณก้อต้องเห็นใจพวกผมด้วยนะครับเพราะผมก้อทำเพื่อปากเพื่อท้องเหมือนกันถ้าผมไม่ทำผมก้อไม่มีงานทำนะครับ
D:จะพยายาม
Easy Buy: ชำระหรือยังคะ ค้างสามเดือนแล้วนะ (คนแรกถาม)
h: ยังค่ะ
Easy Buy: แล้วจะดำเนินการยังไงคะ
h: คงไม่จ่ายแล้วค่ะ เพราะ headage
นัดวันไปแล้วจ่ายไม่ได้ ก็มีปัญหากับคุณอีก ยังไงคุณก็ส่งฟ้องได้เลยนะคะ
Easy Buy: เราไม่มีนโยบายส่งฟ้องนะคะ
h: เหรอ (น้ำเสียงแบบไม่เชื่อค่ะ) กฎหมายก็มีอยู่นี่คะ
ถ้าลูกหนี้ผิดสัญญากับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็สามารถส่งฟ้องลูกหนี้ได้ไม่ใช่เหรอคะ
Easy Buy: สักครู่นะคะ (มันโอนสายให้อีกคนนึงคุย)
Easy Buy คนใหม่ : หวัดดีค่ะ ทำไมคะจะให้ส่งฟ้อง (พูดเพราะอีกเหมือนกัน)
h: มีปัญหาอ่ะค่ะ ไม่อยากนัดวันแล้ว เพราะนัดแล้วก็จ่ายไมได้ แถม
headage นัดวันจ่าย พอจ่ายไม่ได้ ก็มีเจ้าหน้าที่ทวงหนี้
โทมาด่ากันอีก headเลย ก็ไม่อยากให้มีปัญหาอ่ะค่ะ
ให้คุณดำเนินการตามระบบของคุณไป ส่งฟ้องไปเลยละกันค่ะ
Easy Buy คนใหม่ : (สารยายเรื่องการไปศาล
การดำเนินการค่าศาล การอายัดเงินเดือน ฯลฯ อีกมากมาย)
แล้วคิดว่าฟ้องแล้วคุณจะจ่ายได้หมดเหรอคะ
h: ก็ตามนั้นไปเลยละกันนะคะ แล้วก็ไว้ไปคุยกันที่ศาลเลยนะคะ
แค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ
KTC : ขอสายคุณ .....
เรา : ค่ะ พูดสายอยู่
KTC : เอ่อ .. พี่คะ ตอนนี้พี่มียอดค้างชำระอยู่ราวสองหมื่นสี่ค่ะ
พี่ สะดวกจะปิดบัญชีเลยมั๊ยคะ หนูมีส่วนลดให้พี่เยอะนะคะ
เรา : สี่พันเองหร๋อคะน้อง
แล้วสองหมื่นสี่นี่เป็นยอดของบัตรหลักหรือบัตรเสริมคะ หรือว่าเป็นยอดรวม
KTC : เป็น Revole อย่างเดียวค่ะพี่
แต่หนูสามารถทำเรื่องส่งผู้ใหญ่ เพื่อขอส่วนลดให้พี่ได้มากกว่านี้นะคะ
แต่พี่ต้องปิดบัญชีภายในเดือนนี้
เรา : ตอนนี้พี่ไม่สะดวกปิดบัญชีอ่ะค่ะ
KTC : แล้วถ้าจ่ายขึ้นต่ำหล่ะคะ พี่สะดวกมั๊ย
เรา : ขั้นต่ำเท่าไหร่คะ
KTC : เดือนละ 1000 บาทค่ะ
เรา : (คิดในใจ
หลอกชั้นประนอมหนี้ป่าววะเนี่ย) แล้วตัดสินใจตอบไปว่า "หนึ่งพัน" พี่ก็ไม่สะดวกค่ะ
KTC : พี่คะ .. (เงียบไปแป๊บ) ขั้นต่ำหนึ่งพันเองนะคะ
พี่ไม่สะดวกหร๋อคะ
เรา : คืองี๊นะคะน้อง ตอนนี้แฟนพี่เพิ่งตกงาน
พี่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดคนเดียว เงินไม่พอใช้อ่ะค่ะ
KTC : (เงียบอีกแล้ว) .. พี่คะ พี่จะหยุดจ่ายชั่วคราวก่อนใช่มั๊ยคะ
เรา : ค่ะน้อง น้องก็ดำเนินตามขั้นตอนของน้องได้เลย
KTC : พี่คะ ส่งฟ้อง กม. นะคะ
เรา : ค่ะน้อง แต่ถ้ามีจ่ายก็จะติดต่อเข้าไปค่ะ
KTC : ค่ะพี่ .. ขอบคุณนะค่ะ
เรา : ค่ะ ขอบคุณเช่นกัน
ปล. ครั้งแรกในชีวิต ไม่คิดไม่ฝันว่าจะโดนทวงด้วยอาการเกรงใจแบบนี้
อยากจ่ายเหมือนกัน แต่ไม่มีจะจ่ายอ่ะ ก็สงสารน้องเค้าเหมือนกัน
ไม่รู้จะโดนหัวหน้ายำเละหรือป่าว .. แต่ก็อ่ะนะ ต้องเอาชีวิตตัวเอง กะ ลูก
กะครอบครัวให้รอดก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน
เจรจาแบบขู่เรื่องการเช่าซื้อ
/ ผ่อนสินค้า
FirstChoice : สวัสดีครับ ใช่คุณ Keng
หรือเปล่าครับ
Keng : (พยายามตั้งสติ และพูดโทนเสียงต่ำๆ) ใช่ครับ
ไม่ทราบว่าจากไหนครับ
FirstChoice : ที่คุณทำเรื่องผ่อน Note book
กับ Firstchice คุณไม่ได้ชำระเข้ามา
3 งวดแล้วนะ ไม่ได้แล้วยังงัยๆก็ต้องจ่ายเข้ามาก่อน 1
งวด เป็นวันที่ 22 นี้นะครับ (พูดเอง
เออเองแหะ)
Keng : คงไม่ได้ครับ เพราะมีปัญหาด้านการเงิน
คงต้องให้คุณดำเนินการตามหน้าที่ของคุณได้เลยครับ
FirstChoice : คุณนี่ พูดอย่างนี้ได้ยังไง ไม่มีความรับผิดชอบเลย
ทำไมตอนซื้อไม่คิด พอซื้อแล้วมาพูดแบบนี้ หน้าที่การงานก็สูง... (อีกเยอะ..
ไม่ขอเล่านะครับ) ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอยกเลิกสัญญาและจะเข้าไปเอาของคืน
Keng : ยกเลิกสัญญาได้เลยครับ แต่คุณเอาของคืนได้ด้วยหรือ
FirstChoice : ทำไมจะไม่ได้ ก็คุณทำผิดสัญญาเช่าซื้อนี่
สะดวกให้เข้าไปเอาได้เมื่อไหร่
Keng : ได้ด้วยหรือครับ
FirstChoice : ตกลงสะดวกเมื่อไหร่..
Keng : ผมว่าไม่ได้นะ
ผมอ่านในสัญญาแล้วกรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นของผมแล้ว คุณทำได้แค่ฟ้องหนี้เงินตามสัญญา
FirstChoice : ถ้าไม่คืน เตรียมเจอข้อหายักยอกทรัพย์ได้เลย..
จะส่งคนเข้าไปเอาของที่บ้าน อย่าหนีแล้วกัน
Keng : ผมไม่หนีแน่นอนครับ ถ้าจะเข้ามาวันไหนโทรบอกก่อนด้วยแล้วกัน
กรรมสิทธิ์ของสินค้าเป็นของผมแล้ว คุณไม่มีสิทธิมาเอาคืน ถ้าจะเอาได้คุณต้องฟ้องศาล
และให้ศาลมีคำสั่งเท่านั้น
FirstChoice : จะให้เจ้าหน้าที่กับตำรวจเข้าไปเอาของ
ถ้าไม่มีก็เตรียมตัวไว้
Keng : ถ้าเอาตำรวจมาขอให้เป็นตำรวจจริงนะ ไม่งั้นคุณเจออีกข้อหา
ปลอมแปลงเป็นเจ้าหน้าที่ อีกอย่างนึงคุณให้คนของคุณเตรียมเงินค่าประกันตัวมาด้วยนะ
ผมจะฟ้องข้อหากรรโชกทรัพย์ บ้านผมอยู่ใกล้สถานีตำรวจด้วย
FirstChoice : แล้วเจอกัน (แล้วก็วางหูไป)
ทวงแบบขู่จะเข้ามาเก็บเงินที่ทำงาน
อีซี่บาย : เรียนสายคุณ........
ผม : ครับผม พูดสายอยู่ครับ
อีซี่บาย : คุณยังไม่ได้ชำระเงินตามที่นัดเอาไว้ว่าวันที่
29 จะชำระ เงินเดือนออกแล้วไม่ใช่หรือ ไม่มีปัญหาไม่ใช่หรือ
ผม : ครับออกแล้ว แต่ผมมีความจำเป็นต้องหยุดชำระ
เพราะเนื่องจากผมรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
ด้วยดอกเบี้ยเงินกู้สูงเกินกว่าที่กฏหมายของแบงค์ชาติกำหนดไว้ คือ 28%
ต่อปี ดังนั้น ให้ทางคุณดำเนินการตามกฏหมายได้เลย
อีซี่บาย : ถ้างั้นผมจะส่งคนเข้าไปเก็บเงินกับคุณในที่ทำงาน
20,000 บาทนะครับ
ผม : บริษัท ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าพบพนักงานในเวลาทำการ
ดังนั้น ถ้าคุณส่งคนเข้ามาก็ไม่ได้พบผมแน่ แต่ถ้าดึงดันจะเข้าพบให้ได้ ผมจะฟ้องคุณ
ฐานบุกรุก
อีซี่บาย :
งั้นคุยกับหัวหน้าผมก็แล้วกันแล้วก็ส่งสายให้ผู้หญิงคนหนึ่ง
ตามที่อ้างว่าเป็นหัวหน้าของเขา
อีซี่บาย : คุณเป็นหนี้ คุณขาดการชำระเงินมากว่า 3
เดือน ประวัติคุณดีมาตลอด ชำระตรงมา 26 งวด
แล้ว ทำไมถึงไม่ชำระต่อ
ผม : ก็ผมรู้สึกว่าดอกเบี้ยคุณไม่เป็นธรรมกับผม
และยังมีดอกเบี้ยแอบแฝงอยู่ด้วย
อีซี่บาย : แอบแฝงยังไงคะ ตอนคุณมายื่นกู้
คุณก็เซ็นยินยอมหมดแล้วในสัญญา
ผม : แล้วค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงินนี่ละ คือค่าอะไร
ไม่มีในกฏหมายของแบงค์ชาติ
อีซี่บาย : ดอกเบี้ยของเราถูกต้องตามกฏหมาย 28%
ปีแน่นอน
ผม : ผมปรึกษาเพื่อนที่เป็นทนายแล้ว (อันนี้อำพวกอีซี่บาย)
และเพื่อนผมแนะนำว่าให้หยุดจ่าย แล้วให้ทางอีซี่บายฟ้องศาล ไปสู้คดีเอา
อีซี่บาย :
เพื่อนคุณจบทนายมาแบบไร้จรรยาบันนะคะ มิอย่างที่ไหนเรียนจบมาให้ช่วยคนหนีหนี้
ผม : ไม่ได้หนีครับจ่ายแน่นอนแต่ขอให้เป็นธรรม
แล้วเพื่อนผมเรียนจบทนายมาก็เพื่อมาให้ความเป็นธรรมกับคนที่ถูกเอาเปรียบ
ฉะนั้นไม่มีจรรยาบันตรงไหนหรือครับสักพัก คุณเธอ ก็หันไปคุยกับใครไม่ทราบ
บอกว่าอัดเทปเอาไว้อยู่ใช่ไหม แล้วกลับมาคุยกับผมต่อ
อีซี่บาย : ถ้าคุณต้องการให้ทางเราฟ้อง
คุณจะต้องแฟกส์สำเนาบัตรประชาชนมาให้ความยินยอม
ผม : ผมจำเป็นด้วยหรือถ้าทางคุณต้องการฟ้องผม
ช่วยส่งเอกสารมาให้ผมเซ็นยิมยอมดีกว่า เพราะผมไม่ส่งไปแน่นอน สำเนาบัตร
เพราะผมไม่รู้ว่าคุณจะนำไปทำอะไร
อีซี่บาย : ถ้างั้นดิชั้นจะส่งคนเข้าไปพบฝ่ายบุคคลของคุณ
หวังว่าฝ่ายบุคคลคงไม่ช่วยคนผิดอย่างคุณนะคะ
และชั้นก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของคุณกับฝ่ายบุคคลเป็นยังไง
ผม : ผมออกจะซี้บึ๊กกับทุกคนในฝ่ายบุคคล
อีซี่บาย : ชั้นไม่สนหรอกค่ะว่าซี้กันแค่ไหน
แต่คิดว่าฝ่ายบุคคลคงไม่ช่วยคนผิด ๆ อย่างคุณ และคงไม่เอาไว้หรอกนะคะ
ผม : ถ้าส่งคนเข้ามาแล้วกระทำการดังที่กล่าวเอาไว้ ผมจะฟ้องคุณกลับ
ฐานเปิดเผยข้อมูลอันเป็นความลับให้กับบุคคลที่ 3 ได้รับรู้
และก่อให้เกิดความอับอายต่อผม และผมจะขอชื่อ - นามสกุลและถ่ายสำเนาบัตรพนักงาน
สำเนาบัตรประชาชน รวมถึงเตรียมเอกสารให้เซ็นรับกับคนที่คุณส่งมา
ว่ามีการเข้ามาพบฝ่ายบุคคลจริงและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว มีความผิดตามกฏหมายมาตรา
323 ที่ระบุไว้ว่า.........
อีซี่บาย : ชั้นแค่ส่งคนไปคุยกับฝ่ายบุคคลของคุณ
เพื่อยืนยันว่าคุณยังทำงานอยู่ที่นั่นไม่ได้ไปเปิดเผยอะไร
ผม : แล้วตอนที่ผมไปกู้เงินเนี่ย คุณหลับหูหลับตาอนุมัติหรือ
ตอนนั้นคุณก็มีการเช็คข้อมูลแล้วนี่ว่าผมทำงานที่นั่นจริง ๆ
ทำไมจะต้องมายืนยันอะไรอีก
อีซี่บาย : หน้าที่การงานคุณก็ดีนะ แต่ไม่คิดว่าคุณจะทำตัวแบบนี้
บลา ๆ ๆ (มันก็ดูถูกต่าง ๆ นานา)แล้วก็หันไปคุยกับใครไม่รู้ว่า
"ช่วยทำเอกสารของคุณคนนี้ให้ด้วยนะ แล้วพี่จะเซ็น อนุมัติฟ้องเอง
จัดให้เป็นเคสพิเศษ" (คิดว่าการข่มขู่แบบนี้จะทำให้ผมกลัว
แล้วกลับมาคุยกับผมต่อ)
อีซี่บาย : เดี๋ยวชั้นจะโทรหาบุคคลอ้างอิงของคุณ ชื่อ..... ใช่ไหม
แล้วเบอร์แฟกซ์ของคุณเบอร์นี้....... ใช่ไหม
ผม : ก็ลองดูครับ ถ้าทำให้บุคคลอันเป็นที่รักของผม เกิดความกังวลใจ
หรือเกิดความเศร้าเสียใจ เป็นผลให้บุคคลนั้น ๆ ต้องเสียสุขภาพกาย และใจ
ผมก็จะฟ้องคุณกลับอีกแล้วมันก็วางสายไปเลย
ปล. นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต่อกรกับพวกทวงหนี้ ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด
ช่วยแนะนำด้วยนะครับ แล้วถ้าพวกนี้มาจริง ๆ ผมควรทำยังไง