HOME

ตัวอย่าง...คำให้การสู้คดีสินเชื่อเงินสด

เขียนโดย ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล   

Thursday, 14 June 2007

ทุนทรัพย์ตามฟ้อง 519,084 บาท จำเลยต่อสู้คดีว่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเป็นโมฆะ ให้นำเงินที่ผ่อนชำระไปแล้ว ไปชำระต้นเงิน ชำระแล้วต้นเงินคงเหลือ 392,518 บาท

ข้อ ๑. ตามคำฟ้อง ข้อ ๒ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๗ จำเลยได้ทำสัญญาสินเชื่อเงินสดกับโจทก์ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์คิดค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินในอัตราร้อยละ ๑.๐๓ ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว และจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๐.๙๓ ต่อเดือน จำเลยได้รับเงินตามจำนวนเงินที่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไปจากโจทก์ครบถ้วนถูกต้องแล้ว ซึ่งจำเลยตกลงชำระเงินทั้งหมดโดยแบ่งชำระออกเป็นงวดรายเดือน โดยงวดแรกกำหนดชำระวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ จำนวน ๑๕,๖๐๐ บาท งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๒ ของทุกเดือน ติดต่อกันงวดละ ๑๕,๖๐๐ บาท หากจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระค่างวดงวดหนึ่งงวดใดทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา โจทก์มีสิทธิคิดเบี้ยปรับของเงินค่างวดนั้นในอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน และมีสิทธิคิดค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามอีกเดือนละ ๕๐ บาท ต่อเดือนที่ค้างชำระ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาสินเชื่อเงินสด เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๔ และตามคำฟ้องข้อ ๓ โจทก์ฟ้องว่า นับแต่จำเลยทำสัญญาสินเชื่อเงินสดและรับเงินจากโจทก์ไปแล้ว จำเลยชำระค่างวดแก่โจทก์เพียง ๖ งวด ตั้งแต่งวดแรกประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๔๗ ถึงงวดที่ ๕ ประจำเดือนตุลาคม ๒๕๔๗ เป็นเงินจำนวน ๗๘,๐๐๐ บาท และงวดที่ ๖ ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ จำเลยชำระเพียง ๔,๔๘๒ บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยได้ชำระมาทั้งสิ้นจำนวน ๘๒,๔๘๒ บาท รายละเอียดปรากฏตามสำเนารายการชำระหนี้ ฯ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๕
ตามสัญญาสินเชื่อเงินสด ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๗ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๕ จำเลยตกลงกู้เงินโจทก์จำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และตกลงดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนี้
๑. ค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ๒๕,๐๐๐ บาท ให้โจทก์หักจากเงินกู้
๒. ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๐.๙๓ ต่อเดือน
๓. ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ร้อยละ ๑.๐๓ ต่อเดือน
๔. ค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน

จำเลยขอให้การว่า ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำว่า ดอกเบี้ย ว่า เป็นค่าตอบแทนที่บุคคลหนึ่งต้องใช้ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เพื่อการที่ได้ใช้เงินของบุคคลนั้น หรือเพื่อทดแทนการไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ดังนี้ ค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน จึงเป็นดอกเบี้ยตามที่พจนานุกรมให้ความหมายไว้ดังกล่าวข้างต้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์ให้จำเลยกู้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ยังเรียกดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากจำเลยอีกดังนี้
๑. ค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ๒๕,๐๐๐ บาท หรืออัตราร้อยละ ๕.๐ ของต้นเงินกู้
๒. ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๐.๙๓ ต่อเดือน หรือร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปี และ
๓. ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ ๑.๐๓ ต่อเดือน หรือร้อยละ ๑๒.๓๖ ต่อปี
รวมเป็นดอกเบี้ยตามที่พจนานุกรมให้ความหมายไว้อัตราร้อยละ ๒๘.๕๒ ต่อปี และเมื่อรวมกับค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยตามที่พจนานุกรมให้ความหมายไว้ดังกล่าวข้างต้น ในอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน หรือร้อยละ ๓๖ ต่อปี จึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังนั้น ค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน และค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระดังกล่าว จึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์มีสิทธิเรียกได้เฉพาะต้นเงินคืนจากจำเลยเท่านั้น
 

ข้อ ๒. จำเลยขอให้การว่า ตามพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ บัญญัติไว้ว่า

มาตรา ๓ บุคคลใด
(
ก) ให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ
(
ข) เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราท่านบัญญัติไว้ในกฎหมาย บังอาจกำหนดข้อความอันไม่จริงในเรื่องจำนวนเงินกู้หรืออื่นๆ ไว้ในหนังสือสัญญา หรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ หรือ
(
ค) นอกจากดอกเบี้ยยังบังอาจกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งกำไรอื่นเป็นเงิน หรือสิ่งของ หรือโดยวิธีเพิกถอนหนี้ หรืออื่นๆ จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม
ท่านว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวข้างต้น นอกจากโจทก์จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๐.๙๓ ต่อเดือน หรือร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปี แล้ว โจทก์ยังเรียกค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๑.๐๓ ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ ๑๒.๓๖ ต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปีแล้ว คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ ๑๑๐.๗๕ ของอัตราดอกเบี้ย (๑๒.๓๖ หาร ๑๑.๑๖ คูณ ๑๐๐) จึงเห็นได้ว่า นอกจากโจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปี แล้ว โจทก์ยังบังอาจกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งกำไรอื่นเป็นเงินอีกร้อยละ ๑๑๐.๗๕ ของดอกเบี้ย เป็นการเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม

นอกจากนี้ โจทก์ยังเรียกเก็บค่าค่าธรรมเนียมการกู้เงินจากจำเลยเป็นจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท คำนวณแล้วเท่ากับอัตราร้อยละ ๕ ของต้นเงินกู้ (๒๕,๐๐๐ หาร ๕๐๐,๐๐๐ คูณ ๑๐๐) เปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปีแล้ว คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ ๔๔.๘๐ ของดอกเบี้ย (๕ หาร ๑๑.๑๖ คูณ ๑๐๐) จึงเห็นได้ว่า นอกจากดอกเบี้ยร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปี แล้ว โจทก์ยังบังอาจกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งกำไรอื่นเป็นเงินอีกร้อยละ ๔๔.๘๐ ของดอกเบี้ย เป็นการเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม

และนอกจากนี้ โจทก์ยังเรียกค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระจากจำเลยอีกในอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน หรือร้อยละ ๓๖ ต่อปี (๓ คูณ ๑๒) เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปีแล้ว คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ ๓๒๒.๕๘ ของดอกเบี้ย (๓๖ หาร ๑๑.๑๖ คูณ ๑๐๐) จึงเห็นได้ว่า นอกจากดอกเบี้ยร้อยละ ๑๑.๑๖ ต่อปี แล้ว โจทก์ยังบังอาจกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งกำไรอื่นเป็นเงินอีกร้อยละ ๓๒๒.๕๘ ของดอกเบี้ย เป็นการเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม

การกระทำของโจทก์ทั้งการเรียกค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระ ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ตามมาตรา ๓ (ค) แห่งพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อตกลงให้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐

ข้อ ๓. เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องปรากฏว่า โจทก์ให้จำเลยกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์หักค่าธรรมเนียมการกู้เงินจากจำเลย ๒๕,๐๐๐ บาท จำเลยคงได้รับเงินกู้ไปเป็นเงิน ๔๗๕,๐๐๐ บาท และจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ไปเป็นจำนวนเงิน ๘๒,๔๘๒ บาท แต่เนื่องจากค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน และค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระดังกล่าว ตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์ไม่มีสิทธิได้ค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน และค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระที่เป็นโมฆะ จึงต้องนำไปหักต้นเงิน เมื่อหักแล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระต้นเงิน ๓๙๒,๕๑๘ บาท

ทั้งนี้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓/๒๕๔๗ ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสุพจน์ คล่องเชิงศร กับพวก จำเลย ลงพิมพ์ในหนังสือคำพิพากษาฎีกา พุทธศักราช ๒๕๔๗ จัดพิมพ์โดยเนติบัณฑิตยสภา ตอนที่ ๔ หน้า ๕๓๙ ถึง ๕๕๐ เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข ๑
 

ข้อ ๔. จำเลยขอให้การว่า การที่โจทก์เรียกค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน และค่าปรับของค่างวดที่ค้างชำระดังกล่าว เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงทำให้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ การคิดดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายเป็นการเอาเปรียบจำเลย และเป็นภาระแก่จำเลยเป็นอย่างมาก ทำให้จำเลยไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงได้ โดยโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง เป็นพฤติการณ์ซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยจึงควรเสียดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในเรื่องนี้แล้ว

จำเลยจึงขอประทานศาลได้โปรดพิจารณา และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยด้วย

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด