HOME

เมื่อผมต้องไปขึ้นศาล ครั้งแรกในชีวิต

เขียนโดย ชมรมคนเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล   

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เก็บมาจาก http://www.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=343 เช่นกัน เป็นประสบการณ์ของลูกหนี้บัตรเครดิตคนหนึ่งที่ไปทำสัญญาเงินกู้ไว้ แต่หาเงินใช้คืนได้ไม่ทันต้องถูกฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง หลายคนอาจจะวิตกเมื่อชีวิตต้องมาถึงขั้นนี้ แต่บางทีก็อาจจะมองด้านร้ายเกินการณ์ก็เป็นได้ ทางสว่างย่อมมีเสมอเมื่อใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหา

คืนก่อนรุ่งเช้าที่ต้องไปศาล..

นอนครับผมนอน นอนคุยกับภรรยา คุยเรื่องอนาคต คุยเรื่องลูก... เราคุยถึงการซื้อบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าปัจจุบัน คุยกันไปเรื่อยๆ สุดท้ายสรุปคือที่เราคุยกันทั้งหมดจะเริ่มปฎิบัติจริงหลังจาก เราผ่านวิกฤต ชีวิตครั้งนี้ ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 5-7 ปี หลังจากนี้.. สรุป เรายังมีหวัง ไม่ใช่คนสิ้นหวัง...

5 กันยายน 48 เวลา 04.30 น.

ตื่นนอน แต่งตัวเพื่อเดินทางไปบ้าน ทนายความเพื่อไปรับคำให้การ ที่จะต้องไปยื่นแก่ศาล และต้องไปจ่ายค่าแต่งทนาย(20 บาท) จริง ๆ แล้ว คุณทนายให้ผมไปรับตั้งแต่วันที่4 แต่ผมไม่สามารถไปได้ เนื่องจากติดธุระบางอย่าง ต้องขอกราบขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านใส่ใจในตัวผม ท่านเป็นธุระ ท่านเดือดร้อนแทน แต่ผมไม่ได้ไปผมท่าน แต่ท่านมีความกรุณามาก 3 ทุ่ม 4 ทุ่ม ท่านโทรมาตาม มาถาม ทำไมไม่มารับคำให้การ เช้ามืดให้รีบมาเลยนะ ผมรู้สึกละอายเหลือเกิน เรื่องของตัวเองแท้ๆ กับต้องให้มาค่อยจี้คอยไช

เวลา 6.15 น.

ผมถึงบ้านคุณทนาย บ้านคุณทนายยังไม่เปิด เนื่องจากยังเช้าอยู่ ผมจึงเดินไปเดินมาอยู่แถวนั้น ไม่กล้ากดออดเรียก เกรงใจ... เดินอยู่สักพักจึงตัดสินใจกดออด.. คุณทนายออกมาเปิดประตูให้ คำแรกที่แก พูด ก็คือ กำลังรออยู่ นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว....(ยิ่งอายแกหนักเข้าไปอีก)

เวลา 6.40 น.

นั่งคุยกับคุณทนาย ถึงสิ่งที่ต้องทำ เวลาที่ไปศาล... ลืมบอกไป วันนี้คุณทนายไม่ไปด้วย เนื่องจากคุณทนายติดคดีที่อื่น นั้นหมายถึงผมต้องไปศาล ครั้งแรกในชีวิต คนเดียวตามลำพัง..

เวลา 12.45 น.

ผมถึงศาล.. เดินเข้าไปแบบ เงอะงะ เข้าไปห้องการเงิน ถามป้าคนหนึ่ง (พนักงานในศาล) ผมจะมาจ่ายค่าแต่งทนายครับ ป้าแกตอบว่าไปที่โต๊ะนั้น เลยลูก พร้อมชี้มือไป.. คำว่าลูก ที่แกเรียกผม ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาเยอะเลย อธิบายไม่ถูก ขอขอบคุณ ป้าคนนั้นมา ณ.ที่นี่ด้วยครับ...

เวลา 13.15 น.

หลังจากที่ผมจ่ายค่าแต่งทนายเสร็จ ก็เดินไปตรวจสอบรายชื่อ ว่าเราต้องไปพิจารณา ที่ห้องไหน ปรากฏว่า ผมต้องไปที่ ห้องที่ 3 ดูจากรายชื่อแล้ว คดีเดียวกัน เป็น10 คนเลย (โดน City Bank ฟ้อง).. พอผมเข้าเจอผู้หญิง 2 คน นั่งอยู่ใน คอกข้าง ๆ (ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไรนะ ขอเรียกคอก ละกัน) ผมเลยถามว่า ผมจะยื่นคำให้การที่ไหนครับ เขาก็ใจดีนะ บอกผมว่า เดี๋ยวหน้า บัลลังก์ มาก็ยื่นให้เขาเลยนะคะ (ที่หน้าผู้พิพากษาจะมีคนนั่งอยู่ 1 คนเรียกว่าหน้าบัลลังก์ คงคล้ายๆกับ เลขา) ผมนึกในใจ มาศาลวันนี้เจอแต่คนใจดี ๆ ทั้งนั้น ผมเดินแอบหลบไปนั่งที่เก้าอี้ ซึ่งมีคนนั่งอยู่หลายคน... ซักพักผู้หญิง 2 คนนั้นก็เดิน ถามคนโน้นคนนี้ ว่าจะยอมความไหมค่ะ ทางธนาคารจะลดดอกให้นะคะ ให้ส่งเดือนละ1000 นะคะ ปลอดดอกเบี้ย 1 ปีค่ะ ถ้ายอม เซ็นตรงนี้นะคะ... ผมจึงถึงบางอ้อ ผู้หญิง 2 คนนี้ เป็นทนายของ city bank ผมก็ได้แต่นั่งเฉยๆ ดูคนโน้น คนนี้ เซ็นยอมความกัน... สรุป 10 กว่าคน มีผมยื่นคำให้การสู้คดี คนเดียว ผมถามคนอื่นว่า ทำไมพวกพี่ไม่สู้คดีล่ะครับ ส่วนใหญ่จะตอบว่าถ้าสู้คดี ก็ต้องจากทนาย 6000-7000 บาท เป็นหนี้ แค่4-5 หมื่น ก็ทนๆ จ่ายมันไป บางคนก็ไม่รู้ว่าจะไปจ้างทนายยังไง บางคนก็บอกว่านึกว่าที่ศาลมีทนายไว้ค่อยช่วยอยู่แล้ว...( แสดงว่ายังมีลูกหนี้อีกเยอะที่ยังขาดความรู้ในข้อกฎหมาย หรือ ไม่รู้ว่าสามารถจะสู้คดี เพื่อให้ศาลช่วยเหลือ ในเรื่องของการตัดดอกเบี้ย...ค่าติดตาม ทิ้งหลังจากพิจารณาเสร็จแล้ว )

เวลา 13.30 น.

มีผู้หญิงสูงอายุเดินเข้ามานั่งที่ หน้าบัลลังก์ ผู้หญิง 2 คนนั้น(ทนายCITY bank) ก็เรียกผม คุณ ๆ หน้า

บัลลังก์มาแล้ว ยื่นคำให้การได้เลยค่ะ (เขายังไม่รู้ว่าผม ก็เป็นจำเลยของเขาคนหนึ่ง)..พอผมเดินไปยื่นคำให้การ หน้าบัลลังก์ ก็ถามผม คดีอะไร ผมตอบ เงินกู้ของCity bankครับ พอทนายของCity bank ได้ยิน ก็มองหน้ากัน (คงจะนึกในใจไม่น่าช่วยมันเลย อิ อิ อิ จะขอให้ยอมความตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ยื่นคำให้การแล้ว อิ อิ) แต่ปัญหาของผมตอนนี้คือ ยายป้าหน้าบัลลังก์ แกถามผมแบบไม่เกรงใจเลย เช่น ยื่นคำให้การจะสู้คดีเขาหรือไง ไม่ได้ยืมเงินเขามาหรือไงถึงจะสู้คดี หรือว่าชาตินี้ไม่เคยยืมเงินเขามาเลย.... (แหมถ้าเป็นคนแถวบ้านถามจะโดดเตะก้านคอสักที)

เวลา14.00 น.

ผู้พิพากษา ขึ้นบัลลังก์ ท่านเรียกผมเป็นคนแรกเลย เพราะผมสู้คดีคนเดียว ท่านถามว่า ว่าไงเราจะสู้คดีเขาเหรอ ทนายมาไหมล่ะ ผมตอบทนายไม่มาครับ ติดคดีศาลอื่น ท่านก็หัวเราะและก็บอกว่าเอ้า แล้วจะทำยังไงล่ะเนี้ย ไม่ฟังข้อเสนอของโจทย์ เขาก่อนเหรอ แล้วค่อยคิดว่าจะสู้คดีหรือไม่สู้ ผมตอบท่านว่า ผมขอปรึกษาทนายก่อนครับ (ตามสคริปที่คุณทนายของผมบอกมาทุกอย่าง).. ท่านก็บอกว่า เอ้า ตัวของเรา เราตัดสินใจเองไม่ได้เหรอ ผมก็หัวเราะแฮะๆ ทนายของCity bank ก็บอก ศาลว่า ขออนุญาต บอกข้อเสนอกับผม ศาลก็อนุญาต ทนายบอกว่ายอดฟ้อง 61,332 ลดให้เหลือ 50,000 ผ่อน 2 ปีไม่มีดอกเบี้ย... ศาลก็ถามผมว่า ว่าไงสนใจไหม เขาลดให้ 10,000 กว่าเชียวนะ เอาไหม (พวกคนอื่นๆ ที่ยอมความ ร้องอือฮือ เสียดายกันใหญ่ เพราะตัวเอง ยอมความและได้ส่วนลด 1,000-2,000 บาท ส่งเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,500 ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี แค่นั้น) ส่วนผม ลดให้ 11,332 บาท ส่งไม่ต่ำกว่า 1,000 ปลอดดอกเบี้ย 2 ปี... ผมเริ่มคิดหนัก เหมือนกัน.... ข้อเสนอก็น่าสนใจ ยืนคิดนานเลย แต่นึกถึงสิ่งที่คุณทนายบอกว่า City bank เขาคิดดอกเบี้ยคนเกินมาตลอด ผมจะสู้คดีให้คุณ จนถึงที่สุด ก็เลยตัดสินใจ (ตายเป็นตายว่ะ) บอกศาลไปว่า ขอสู้ครับ ศาลก็บอกว่า งั้นก็ตามใจ วันนี้ทนายไม่มาคงทำอะไรไม่ได้ งั้นเลื่อนนัด สืบพยานเลยล่ะกัน ทนายให้วันว่างมาไหม ผมเลยเอาวันว่างของคุณทนาย ให้ทนายของอีกฝ่ายกับศาลดู สรุป นัดสืบพยานเป็น 2 พ.ย 48

เวลา 15.00 น.

กลับจากศาล....โล่งใจไป.. ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด หันไปมองศาล คิดในใจ อีก 2 เดือนกว่า ๆ จะมาใหม่ แล้วจะมาอยู่เรื่อยๆ.. เพราะยังมีหนี้อยู่อีก 6-7 ใบ ที่เข้าคิวฟ้องอยู่ คิดในใจ หนีก็ตาย ไม่หนี อาจจะตาย หรือ ไม่ตาย ก็ได้... สู้มันต่อไป เพื่อ สันติสุขของ ครอบครัวจะกลับคืนมา...

จาก Somdech

ข้อมูลจาก ชมรมคนเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล