จากความได้เปรียบที่เล็กน้อยหลายอย่าง
เมื่อรวมกันกลายเป็นความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่
ในกรณีที่บริษัทท่านมีทุนในการพัฒนาองค์กร และพัฒนาสินค้าไม่มากนัก ท่านอาจจะใช้วิธีพิจารณา KSF (Key Success Factor), ปัจจัยการซื้อ, Competence ฯลฯ ว่าสิ่งใดมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดต่อการขายสินค้าบริการของท่าน และท่านก็พัฒนาสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้นในระดับที่ผู้ซื้อรับรู้ได้ โดยพัฒนาหลายอย่างรวมกัน เช่น ถ้าท่านเป็นบริษัทผลิตวิทยุ ท่านอาจพัฒนาให้วิทยุน้ำหนักบางลง สามารถรับสัญญาณชัดเจนขึ้น แม้จะอยู่ในรถที่วิ่ง และคุณภาพเสียงดีขึ้น เป็นต้น การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดส่วนใหญ่ต้องใช้เงินทุนมากกินเวลานานและมุ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียว เช่น ลดน้ำหนักวิทยุลงครึ่งหนึ่ง คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว ดังนั้นถ้าท่านพัฒนาหลายสิ่ง สิ่งละเล็กน้อย เมื่อรวมกันแล้วจะได้เป็นความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ แต่ก่อนที่ท่านจะพัฒนาท่านต้องคาดคะเนทิศทางคู่แข่งว่าคู่แข่งท่านกำลังมุ่งพัฒนาจุดใด แล้วถ้าท่านจะพัฒนาหลายอย่างอย่างละเล็กน้อย ต้องพัฒนาอะไรบ้าง จึงจะชนะคู่แข่งท่าน ซึ่งท่านอาจจะใช้เกณฑ์ปัจจัยซื้อเป็นหลักในการตัดสินใจ(เหมือนตัวอย่าง) เกณฑ์การวัดความได้เปรียบทางการแข่งขัน เกณฑ์วัดจากปัจจัยความสำเร็จ (KSF) เป็นต้น
ตัวอย่าง
คะแนนความต้องการซื้อถ้าพัฒนาสำเร็จ
[คะแนนเต็ม 10 คะแนน]


![]()
![]()


![]()
![]()
เมื่อวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งจะพบว่าความได้เปรียบที่เล็กน้อยหลายอย่างเมื่อรวมกันกลายเป็นความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีวิถีทาง 2 แบบ คือเป็นการต่อสู้ทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือการนำเสนอคุณ ประ โยชน์ที่หลากหลาย เพื่อชนะสินค้าคู่แข่งที่นำเสนอจุดเด่นเพียงจุดเดียว ทางอ้อมเป็นการนำเสนอคุณประโยชน์ที่หลากหลายเพื่อสร้าง segment ของลูกค้ากลุ่มใหม่ขึ้นมา ไม่ได้เป็นการตีตรงสินค้าคู่แข่ง(ไม่ได้แย่งฐานลูกค้าเก่าคู่แข่ง) การตีทางอ้อมจะลดแรงปะทะกับคู่แข่งมากกว่าการตีตรง ถ้าท่านไม่พร้อมต่อการต่อสู้ควรตีอ้อมเพื่อลดการปะทะ แต่ถ้าท่านพร้อมต่อการต่อสู้ควรตีตรง เพื่อให้เกิด Double Win คือ บริษัทท่านเติบโต พร้อมกับลดการเติบโตของคู่แข่ง